Monday, May 24, 2010

จากใจ HR

วันนี้ไปทำงานแล้วช็อค!!!
เนื่องจากมีเมลมารออยู่ใน mailbox ที่ออฟฟิศ 500 กว่าฉบับ
เกือบทั้งหมดเป็นจดหมายสมัครงาน (อันเนื่องจากเพิ่งไปสมัครสมาชิกเว็บใหม่มาทำให้เมลเข้ามาเยอะเป็นพิเศษ)

Photobucket

นั่งอ่านไปอ่านมา ประกอบกับมีอีเมลของผู้สมัครเข้ามาอีกเรื่อยๆ คิดว่ารวมๆแล้วน่าจะมากกว่า 700 ฉบับ
ใช้เวลาตั้งแต่ 8.15 ถึง 15.30 กว่าจะเคลียร์หมด

ขอบอกว่ามึนมากๆ จึงมีข้อคิดสำหรับคนที่กำลังหางาน หรือตั้งใจจะสมัครงานที่ใดที่หนึ่งไว้ 9 ข้อ (เท่าที่นึกออก) ดังนี้

1. ระบุให้ชัดเจนว่าจะสมัครตำแหน่งอะไร บริษัทอะไร จะร่นเวลา HR ได้มาก เพราะบางคนเขียนชื่อบริษัทผิด (สมัครบริษัทพานาโซนิค เขียนมาเป็นซัมซุง -"-) แถมบางคนไม่เขียนอะไรเลย แปะเรซูเม่มาอย่างเดียว หัวข้อเขียนว่า "เรซูเม่ของ..." แล้วตูจะรู้ไหมว่าจะสมัครตำแหน่งอะไร? หรืออยากทำอะไร?

2. สมมติว่าจะสมัครหลายบริษัท กรุณาอย่าขี้เกียจ วันนี้เจอหลายคนที่ส่งจม.สมัครงานฉบับเดียว แต่ส่งไปทีละสิบบริษัท โดยใส่ address ของแต่ละบริษัทไว้ที่ "To" ถ้าใส่ใน BCC ก็คงยังพออนุโลมได้เพราะเราไม่เห็นว่าคุณส่งให้ใครบ้าง แต่อย่างงี้ขี้เกียจไปป่ะคะ? ถ้าอยากได้งานแล้วสร้างความประทับใจเล็กๆน้อยๆให้คนคัดใบสมัคร รบกวนเขียนจ่าหน้าให้เรียบร้อย ว่าเรียนคุณอะไรหรือไม่ก็เรียนผู้จัดการฝ่ายบุคคลบริษัทอะไีรไม่ใช่ Dear all หรือไม่ใส่อะไรเลยนะคะ

3. ว่าด้วยเรื่องภาษาอังกฤษ เข้าใจว่าหลายๆท่านอยากเขียนใบสมัครเป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้าไม่เก่งภาษาอังกฤษจริงๆ เอาไปให้เพื่อน หรือใครก็ได้ที่เค้าสามารถตรวจภาษาให้คุณได้ หรือไม่ก็หาตัวอย่างใน google ดู ไม่ใช่ส่งเป็นภาษาอังกฤษมา แต่ HR อ่านแล้วงงๆ ตกลงเขียนว่าอะไรหว่า ยิ่งถ้าจะสมัครงานที่เป็นบริษัทต่างชาติก็ควรจะละเอียดนิดนึงนะคะไม่ต้อง เขียนเป็นภาษาอังกฤษสวยหรู เอาเป็นแบบเข้าใจง่าย และอ่านรู่เรื่องดีกว่าค่ะ

4. รูปถ่าย อันนี้มีหลายรูปแบบมาก อันนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทและตำแหน่งงานเหมือนกันว่าควรจะเป็นรูปยังไง
บางคนไม่อยากใช้รูปติดบัตร อยากจะใช้รูปยิ้มแย้มก็ได้ค่ะ แต่อย่าลำลองมาก แต่สิ่งที่เจอบ่อยมากค่ะ รูปแอ๊บแบ๊ว..ตาโตแก้มป่อง
ใส่แว่นกันแดด ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ เอ่อ..สมัครงานนะจ๊ะหนู

5. cover letter บางคนไม่อ่าน แต่ดิชั้นอ่านค่ะ ถ้าคุณเขียนมาดีก็แสดงถึงความตั้งใจของคุณอย่างหนึ่งส่วนใหญ่เห็นเขียนกันมา 3-4 บรรทัด แล้วก็เหมือนกันเป๊ะเลย ไม่รู้ไปก็อปกันมาจากไหน ประมาณว่า...My name is... I saw your job application on web.... on (วันที่)... I am very interested on the position.... so I would like to apply for it .... จบข่าว

6. เวลาเขียนเรซูเม่ รบกวนเขียนให้ละเอียดนะคะว่าเคยทำอะไรที่ไหน อย่างไร บริษัททำอะไร ตำแหน่งอะไรเพื่อให้ง่ายแก่การ screen เบื้องต้น ถ้าคุณไม่เขียนอะไรเลย มันจะโดนลบทิ้งไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะวันนึง HR ได้รับเมลสมัครงานเป็นร้อยๆฉบับ ต้องขอโทษด้วย แต่ยิ่งอ่านยิ่งมึน

7. สำหรับน้องจบใหม่ ถ้าไม่มีประสบการณ์ทำงานนะคะ มันจะเหมือนๆกันหมด ถ้าน้องไม่ใส่อะไรมาเลย คนเค้าก็จะคิดจากเกรดน้องอย่างเดียว เพราะมันวัดอะไรกันไม่ได้ ดังนั้นถ้าน้องเป็นเด็กกิจกรรม ใส่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่จะสมัครมาด้วยเลือกเฉพาะอันที่เด่นๆ ไม่ใช่เป็นตัวแทนถือพานไหว้ครูก็ใส่มา อันนั้นมากเกินไป ตอนทำ senior project ทำเรื่องอะไร ถ้ามันเกี่ยวกับตำแหน่งงาน ใส่รายละเอียดมาคร่าวๆ ความสามารถใช้โปรแกรมอะไร พูดภาษาอะไรได้เขียนมาให้หมด

8. สำหรับคนที่มีความสามารถทางด้านภาษา รบกวนใส่ผลการสอบที่เชื่อถือได้มาให้ด้วยนะคะ เช่น ภาษาอังกฤษ ก่อนจะสมัครงานไปสอบ TOEIC มาก็ยังดีราคาไม่แพง แถมวันเดียวผลก็ออก ถ้าได้ภาษาอื่นๆเช่นภาษาญี่ปุ่นช่วยไปสอบวัดระดับแล้วใส่กันมานิดนึง หรือใส่จำนวนชั่วโมงที่เรียนมา ไม่ใช่ประเมินตัวเองอย่างเดียวว่า good, fair อะไรแบบนี้นะคะ บอกตรงๆมันวัดกันไม่ได้จริงๆค่ะ

9. ก่อนจะสมัครตำแหน่งอะไรรบกวนอ่านคุณสมบัติของผู้สมัครหน่อยนะคะ ไม่ต้องละเอียดมากก็ได้เข้าใจว่าบางทีมันเยอะ แต่อย่างน้อยก็ช่วยอ่านนิดนึง เพราะบางทีชื่อตำแหน่งมันก็ไม่ได้บอกว่าคุณจะต้องมีคุณสมบัติยังไง เช่น ตำแหน่ง Customer service supervisor คนจบบริหารมาสมัครเต็มเลย แต่เข้าไปดูเนื้อหาตำแหน่ง เค้าจะเอาคนจบวิศวะ หรือวิทยา -"- อีกอย่างบางทีลงหัวข้อไว้ว่า (Japanese Speaking) ก็แสดงว่า เค้าจะเอาคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ จริงๆนะ ไม่ใช่ว่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่งั้นเค้าคงไม่ใส่ไว้ในหัวข้อหรอก (ข้างในก็เขียนระบุไว้ชัดเจน ว่าต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ไม่ใช่ ถ้าพูดได้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ) แต่ทุกวันนี้ได้รับใบสมัครจากคนที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเยอะมากๆ แล้วก็ต้องลบทิ้งไป เสียดายค่ะ เข้าใจว่าหลายๆท่านเสียความรู้สึกที่ไม่ได้รับการติดต่อกลับไป แต่ก็ต้องเข้าใจเรานิดนึงว่าเราต้องการคนที่มี คุณสมบัติตามที่เราระบุไว้จริงๆ

เนื่องจากวันนี้อ่านเรซูเม่จนตาลายและเหนื่อยมาก ประกอบกับไม่อยากจะตัดสิทธิผู้สมัครที่ตั้งใจหลายๆคนทำให้ต้องตั้งใจอ่านทุกฉบับ ข้อความวันนี้จึงเกิดมาจากการประมวลผลในหนึ่งวัน และออกมาจากความรู้สึกจริงๆค่ะ

ถ้าทำได้ตามที่บอกไว้ 9 ข้อ นอกจากจะร่นเวลาของ HR ทำให้คนอ่านไม่เหนื่อยแล้ว ใบสมัครของคุณจะยังดูโดดเด่นกว่าคนอื่นที่เอาแต่แปะ และส่งอย่างเดียว แล้วทำให้คนอ่านเค้าอยากจะให้งานคุณมากขึ้นด้วยนะคะ

Saturday, May 22, 2010

แจ้งข่าว: รวมพลังทุกเครือข่าย ช่วยกันทำความสะอาดและฟื้นฟูกรุงเทพฯ

เชิญอ่านรายละเอียดและ join group ใน Facebook ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.facebook.com/group.php?gid=124151807604102&v=info

Photobucket

เมื่อเลิกม๊อบ เราก็หันมาจับไม้ม๊อบกันเถอะ อัยย่ะ!!!

Monday, May 17, 2010

กาลามสูตร ธรรมะเตือนสติคนไทย

(อ้างอิงจากท่านพุทธทาส http://www.buddhadasa.in.th/site/articles/politic/3.php)

ใน ธรรมะกับการเมือง พุทธทาสภิกขุ หยิบยก “กาลามสูตร” มาอธิบายเสริมประเด็นเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ โดยแยกแยะให้คำนิยามองค์ประกอบแต่ละข้อของหลักการตามกาลามสูตรทั้งสิบประการ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังนี้

หมวดที่หนึ่ง เป็นหมวดว่าด้วย “ความรู้ ความคิด ความเห็นเก่าๆ” หรือที่นำเสนอตามๆ กันมา ได้แก่
ข้อที่ 1 อย่าเชื่อเพราะฟังตามๆ กันมา
ข้อที่ 2 อย่าเชื่อเพราะปฏิบัติตามๆ กันมา
ข้อที่ 3 อย่าเชื่อเพราะกำลังเล่าลือกระฉ่อน
ข้อที่ 4 อย่าเชื่อเพราะการอ้างตำรา
หมวดที่สอง เป็นหมวดว่าด้วย “ความรู้สึกนึกคิด ปัจจุบันของตน” ได้แก่
ข้อที่ 5 อย่าเชื่อเพราะเหตุแห่งตรรก (วิธีของตรรกวิทยา)
ข้อที่ 6 อย่าเชื่อเพราะเหตุแห่งนัยะ (การอนุมานตามวิธีของปรัชญา)
ข้อที่ 7 อย่าเชื่อเพราะการตรึกตามอาการ (สามัญสำนึก หรือ common sense)
ข้อที่ 8 อย่าเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทิฏฐิหรือความเห็นของเรา
ส่วนหมวดที่สาม เป็นหมวดว่าด้วย “บุคคลที่มาเกี่ยว ข้องด้วย” ได้แก่
ข้อที่ 9 อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นคนน่าเชื่อ
ข้อที่ 10 อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูของเรา

และที่ท่านพุทธทาสอ้างถึงกาลามสูตร 10 ข้อนี้ ท่านให้เหตุผลประกอบว่า
“เพื่อประโยชน์แก่การวินิจฉัยการเมือง....อย่าหลับหูหลับตาไป ตะครุบเอาลัทธิการเมืองนั่นนี่ แบบนั้น แบบนี้ มาอย่างน่าสังเวช ลองใช้กาลามสูตรดูบ้าง”

กาลามสูตรเป็นหลักวินิจฉัยเพื่อเตือนให้เห็นอาการของการเชื่ออย่างรวบรัด หรือสรุปโดยปราศจากวิจารญาณ ขาดการศึกษา ทำความเข้าใจ ทดลองให้ประจักษ์ และวินิจฉัยประโยชน์ด้วยตนเองให้ถ่องแท้เสียก่อน

*******************************************

มีสติกันเยอะๆนะคะคนไทย...

Wednesday, May 12, 2010

อะไรสำคัญกว่ากัน?

เนื่องจากได้เริ่มทำงานในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำงานประจำครั้งแรกของโบว์ ตอนนี้ก็กำลังจะเข้าเดือนที่ 7 แล้ว
หน้าที่ที่ได้รับของบัณฑิตจบใหม่รัฐศาสตร์ทั่วไป ก็คือฝ่ายบุุคคล หรือเรียกให้หรูๆก็คือ HR นั่นเอง

ก่อนจะเข้ามาทำงาน..ขอสารภาพว่าไม่รู้เลยว่า HR เค้าทำอะไรกันบ้าง
รู้แต่ว่างาน recruit หรือสรรหาคนเข้ามาทำงานนี่เป็นงานหลักงานหนึ่งของ HR

แต่พอมาทำงานที่นี่ได้มาหลายเดือน...ก็เริ่มสงสัยว่า นี่มันเป็นงานเดียวของ HR หรือเปล่า -"-

เพราะว่าตอนนี้ทำอยู่อย่างเดียว เช้ามาก็เช็คเมลที่มีคนส่งมาสมัครงาน...นั่งเช็คไป ส่งไปให้บริษัทต่างๆในกรุ๊ปก็ปาไปเกือบครึ่งวันแล้ว
Photobucket

แล้วนายญี่ปุ่นเวลาเรียกทีไรก็ถามทุกครั้ง ว่า ทำไมคนสมัครน้อย ทำไมบริษัทนั้นหาคนไม่ไ้ด้สักที ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยมีคนสมัคร ฯลฯ

เจออย่างนี้ทุกวันๆ จนเกิดความสงสัยว่า...
อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่าง "การทำยอดให้มีคนมาสมัครเยอะๆ" กับ "การทำให้พนักงานเก่าไม่ลาออก"

ตอนนี้ทำไมเราต้องนั่งอ่านเรซูเม่ของคนเป็นร้อยเป็นพันคน อ่านๆ จนผู้คนที่ได้ปฏิสัมพันธ์ด้วยคือคนสองมิติเท่านั้น
ทำไมล่ะ...ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคนที่เคยทำงานอยู่เก่าเค้าลาออกไป แล้วเลยต้องหาคนใหม่

สำหรับโบว์ งาน HR ที่สำคัญงานหนึ่งคือการสร้างความคิด และใจรักในองค์กรให้เกิดขึ้น รวมถึงการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง การทำให้บุคลากรของเราอยากอยู่กับเราไปนานๆ ไม่อยากลาออกมากกว่า การทำยอดให้มีคนสมัครเยอะๆ (หัวหน้าโบว์ตั้งยอดไว้ว่าโบว์ต้องทำให้มีคนมาสมัครงานให้มากกว่า 50 คนให้ได้)

แล้วทำยังไงล่ะให้มีคนมาสมัครเยอะๆ ก็เปิดตำแหน่งงานให้มันมากขึ้นให้หลากหลายสาขาเข้าไปคนก็มาสมัครเองแหละ

แล้วการทำยอดให้คนมาสมัครเยอะๆมันจะมีความหมายอะไร ถ้าเรามัวแต่คอยหาคนให้มาสมัครอย่างไม่มีสิ้นสุดจนไม่ได้สนใจว่าคนที่ทำงานอยู่กับเรานั้นเค้ามีความสุขกับการทำงาน แล้ววันหนึ่งเขาก็ลาออก

คิดว่าเสียเวลากว่าหรือเปล่าที่จะต้องเสียแรงงานคนนึงมานั่งอ่านเรซูเม่ทั้งวัน ต้องจัดสัมภาษณ์งานไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ พอมาเริ่มงานก็ต้องมาสอนงานกันใหม่แต่ต้น แล้วก็ลาออก แล้วก็ต้องมาเริ่มใหม่

ไม่เถียงว่างาน recruit นั้นเป็นงานสำคัญงานหนึ่งในองค์กร แต่โบว์ว่าหัวหน้าโบว์เมื่อเค้าหมกมุ่นกับการทำยอดให้มีผู้สมัครเยอะๆนั้น เค้าก็มองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่าบางสิ่งไป...

แล้วคุณล่ะ..คิดว่ายังไงคะ?