Showing posts with label ญี่ปุ่น. Show all posts
Showing posts with label ญี่ปุ่น. Show all posts

Sunday, September 20, 2015

40 สิ่งที่คนไทยที่ (เคย) เรียนที่ญี่ปุ่นเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

เพิ่งได้อ่านบทความ 24 things only Thais who have studied in the UK will understand มาแล้วรู้สึกว่า จริงๆแล้วคนไทยที่เรียนที่ญี่ปุ่นนั้นจริงๆแล้วมันมีเรื่องประหลาดให้เล่า ให้ฟังเหมือนกัน …. เลยขอเป็นกระบอกเสียง (อีกแล้ว) แทนทุกท่านลิสต์ 40 ข้อนี้ขึ้นมา จริงๆถ้าเขียนสัก 20 ข้อก็จะใส่รูปให้มันสวยงามอยู่หรอก แต่นี่มันตั้ง 40 ข้อ ใส่รูปไม่ไหวจ้า 5555555+

ใครมีเพิ่มเติมเม้นท์ได้เลยนะคะ เผื่อจะได้สัก 100 ข้อ 5555+

cover.jpg

  1. คุณไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฤดูใบไม้ผลิคนเป็นหวัดกันเยอะจัง … จนคุณอยู่ญี่ปุ่นมาได้ 2-3 ปี หน้ากากอนามัยก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ เพราะจริงๆแล้วมันไม่ใช่หวัด แต่มันคือการแพ้เกสรดอกไม้!!
  2. ถ้าคุณเรียนคอร์สอินเตอร์ สิ่งที่คุณรู้สึกลำบากมากในช่วงแรกๆ คือการฟังสำเนียงภาษาอังกฤษของอาจารย์ ซึ่งตอนหลังคุณแทบจะพูดสำเนียงนั้นได้เลย
  3. คุณเป็นคนกินเหล้าไม่ค่อยเก่ง จนวันที่อาจารย์ชวนคุณไปปาร์ตี้โนมิโฮได (ดื่มไม่อั้น)
  4. ปาร์ตี้ของคุณและเพื่อนส่วนใหญ่จะไปจบลงที่ร้านคาราโอเกะ
  5. คุณไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ปาร์ตี้ให้จบในที่เดียว จน “นิจิไก” (ปาร์ตี้ต่อรอบสอง) กลายเป็นคำพูดที่คุณมักจะเอ่ยขึ้นมาเอง
  6. จักรยานแม่บ้านกลายเป็นพาหนะประจำกายของคุณ
  7. คุณมักจะขึ้นหรือเปลี่ยนสายรถไฟผิดเสมอ ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีคุณก็ยังเปลี่ยนผิดอยู่
  8. คุณเริ่มคุยโทรศัพท์ไปโค้งให้โทรศัพท์ไป
  9. เพื่อนที่จะมาเที่ยวญี่ปุ่นมักจะให้คุณแนะนำร้านอาหารให้ ซึ่งคุณจะลำบากใจมากเพราะปกติคุณกินแต่ข้าวโรงอาหาร
  10. ร้านเอเชียซูเปอร์สโตร์เป็นที่ที่คุณมักจะเซอร์ไพรส์เสมอเมื่อคุณได้เข้าไป (หรือเข้าไปดูในเว็บ) เพราะคุณจะได้พบของไทยหลากหลาย กระทั่งข้าวหลาม หรือหนังสือคู่สร้างคู่สม
  11. เวลาไปร้านอาหารไทยคุณมักจะบอกแม่ครัว หรือพนักงานเสิรฟ์ว่า “ขอรสชาติแบบคนไทย”
  12. คุณเริ่มฝึกทำอาหารไทยยากๆเพราะคุณคิดถึงอาหารไทยมาก หรือไม่ก็มักจะไปกินข้าวบ้านเพื่อนคนไทยที่ทำอาหารเก่งแทน
  13. ปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนของคุณมักจะจบลงด้วยการนั่งหน้าหม้อไฟฟ้า ต้มนาเบะ (หม้อไฟ) กินร่วมกัน
  14. เมื่อคุณเริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นได้ คนญี่ปุ่นมากจะพูดกับคุณว่า “日本語上手ですね!” (ภาษาญี่ปุ่นคุณเก่งมากๆ) ทั้งๆที่คุณเพิ่งพูดได้แค่สั่งอาหาร และเก็บตังค์
  15. คุณเริ่มหาวิธีการหลบหลีกการจ่ายเงินให้คุณลุง NHK ทั้งการฝึกพูดว่า “I don’t speak Japanese” หรือการพยายามบอกว่า โทรทัศน์เสีย
  16. คุณเริ่มรู้สึกว่าการลงทะเบียนไปร่วมงาน TSAJ Ski Trip ของสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก  สิบนาทีเต็มเป็นไปได้ยังไง
  17. โคทัตสึ และผ้าห่มไฟฟ้ากลายเป็นอุปกรณ์คลายหนาวที่สำคัญของคุณในหน้าหนาว
  18. ถุงโชคดีเป็นสิ่งที่คุณปรารถนาเมื่อก้าวเข้าสู่วันปีใหม่ เพราะมันคุ้มมากมากกกก
  19. คุณเริ่มมีความอดทนในการต่อแถวมากขึ้น
  20. คุณมักจะวิ่งออกจากรถไฟไปรับโทรศัพท์ พร้อมกับเข้าใจว่า Manner Mode คือการปิดเสียงโทรศัพท์ในรถไฟไม่ใช่การมีมารยาทอย่างอื่น
  21. คุณเริ่มเคยชินกับแผ่นดินไหวเพราะมันเกิดขึ้นทุกวัน เวลาเกิดขึ้นตอนนนอนคุณจะเริ่มรู้สึกว่า เออดี...เหมือนมีคนมาเขย่าเปลกล่อมให้นอน เอ่เอ๊
  22. คุณเคยประหลาดใจว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงหลับแล้วตื่นมาตรงสถานีที่จะลงตลอด จนคุณเริ่มทำได้เอง
  23. ไม่ว่าคุณจะพูดกับใครก็ตามคุณมักจะหลุดคำว่า “เดโช้ว” “โยโรชิคุ” หรือ “อี้เน้”
  24. สำหรับคนโสด คุณมักจะอยู่บ้านในวันคริสต์มาสอีฟ และวันวาเลนไทน์
  25. คุณเริ่มมีภูมิต้านทานในการไม่นอนจนถึงเช้าด้วยสองเหตุผล คือ หนึ่งคุณนั่งปั่นงานวิจัยยันเช้า หรือสองคุณไปปาร์ตี้จนพลาดรถำฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้าน
  26. คุณไม่เคยรู้มาก่อนว่าหน้าร้อนของญี่ปุ่นนั้นร้อนมาก จนบิลล์ค่าไฟมาถึง … หลังจากนั้นคุณก็เลยไปซื้อพัดลมมาใช้แทนการเปิดแอร์ หรือไม่ก็ไปนอนตากแอร์ที่แล็ปทุกวันแทน
  27. คุณแทบไม่ไปหาหมอที่ญี่ปุ่นเลยถ้าไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เพราะการหาหมอที่นี่มัน เอิ่ม…
  28. หมอฟันก็เช่นกัน
  29. เพื่อนคนไทยที่จบหมอมาแล้วไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจึงมักจะเป็นที่พึ่งของคุณ
  30. คุณไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำ เพราะตามสถานีรถไฟหรือร้านสะดวกซื้อก็จะมีห้องน้ำให้คุณเข้า
  31. คุณรู้สึกเขินอายมากในตอนแรกๆที่ต้องยกถ้วยซุปขึ้นมาซด หรือการสูดเส้นราเม็งเสียงดัง …. จนตอนหลังคุณดันเอากลับมาทำที่ไทยด้วย
  32. รวมถึงคุณเขินอายสุดๆในครั้งแรกที่คุณต้องแก้ผ้าเข้าออนเซ็นร่วมกับเพื่อนๆ … จนเวลาผ่านไปคุณก็แก้ผ้าเข้าออนเซนแถมเม้าท์มอยกับเพื่อนพลาง แช่น้ำพลางเป็นชั่วโมง ปราศจากความเอียงอายอีกต่อไป
  33. ถ้าคุณเรียนที่โตเกียวคุณจะถนัดยืนชิดซ้ายบนบันไดเลื่อน ถ้าคุณไปเรียนที่โอซาก้าคุณจะถนัดยืนชิดขวา แต่ถ้าคุณไปเรียนทีเกียวโตคุณจะไม่ถนัดด้านไหนเลย
  34. คุณกะเวลาในการเดินทางได้เก่งมากเพราะทุกอย่างมีตารางเวลา แถมมาตรงเป๊ะ แม้กระทั่งรถเมล์ แต่ทุกอย่างพังทลายลงเมื่อคุณกลับมาเมืองไทย….
  35. คุณเดินได้อึดมากขึ้นมากๆ จนหลายๆคนมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง
  36. คุณยืนจ้องให้ประตูรถแท็กซี่เปิดเอง แถมจำกลับมาใช้ที่ไทยด้วย จนคนขับแท็กซี่ด่า
  37. คุณชินกับการมีบัตรใบเดียวขึ้นรถไฟสายไหนก็ได้ รถเมล์สายไหนก็ได้
  38. แถมคุณยังชินกับการที่ทุกอย่างอัตโนมัติ ทั้งประตูเปิดเอง น้ำก๊อกไหลเอง หรือแม้แต่ส้วมยังเปิดฝาได้เอง
  39. ตอนแรกคุณไม่คิดว่าจะมีเพื่อนคนไทยมากมายเพราะกลัวจะไม่ได้ภาษา แต่เพื่อนคนไทยกลับเป็นเพื่อนที่คุณรักมากที่สุด ไม่ว่าจะกลับมาเมืองไทยแล้วก็ตาม
  40. คุณมักจะติดปากและพูดออกมาเสมอเวลาคุยกับใครก็ตามว่า “ตอนที่เราอยู่ญี่ปุ่นนะ….” เพราะช่วงเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำของคุณ :)

Thursday, December 18, 2014

จดหมายจากดาวศุกร์

(ความเดิมตอนที่แล้ว http://sweet-choco-cookie.blogspot.com/2014/12/blog-post.html)

จริงๆการกลับไปโตเกียวครั้งนึงมันจะมีมุมหลายอย่างให้เขียนเยอะเหมือนกัน ครั้งนี้นอกจากความอบอุ่นที่ได้บอกไปเมื่อตอนที่แล้วที่ได้รับกลับมา (ย้ำอีกครั้ง..ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องพรหมลิขิต ใครพาออกทะเลค้าาาา)
สิ่งที่ได้รับกลับมาครั้งนี้ คือ "Recall" หรือลองอธิบายเป็นไทยได้ยาวๆว่า "ความรู้สึกเดิมที่เหมือนว่าจะลืมไปแล้ว แต่มันก็กลับมาใหม่" (คิดคำสวยๆมาอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ได้แฮะ)
ไม่รู้ว่าคนอื่นเคยเป็นกันหรือเปล่า แต่สำหรับคนดราม่าบ้าบออย่างโบว์แล้ว.... เรื่องที่เคยตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าจะผิดหรือจะถูก ถึงแม้อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษาตัวและใจจากผลกระทบของมันมากสักหน่อย แต่เมื่อมันผ่านไปแล้วมันก็จะผ่านไปเลย แบบไม่ต้องคิดว่าจะกลับมามองการตัดสินในของตัวเองอีกครั้งอีกเลย
แต่คราวนี้แปลก แปลกตรงที่พอได้มาสัมผัสอะไรที่คุ้นเคยอีกครั้ง ประกอบกับช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีหลายครั้งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราเคยมั่นใจมากๆในการตัดสินใจของเรามันกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน (อาจจะเป็นปีชง ประกอบกับราหูเข้าพอดี...‪#‎งานงมงายยังคงมาอยู่‬) จนทำให้เราเริ่มลังเลว่าการตัดสินใจในอดีตของเราตอนนั้นมันยังจะเป็นคำตอบที่ใช่อยู่จนถึงวันนี้หรือเปล่านะ
เวลาผ่านไป หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป อาจจะเป็นเพราะโตเกียวเป็นเมืองที่ dynamic การกลับไปครั้งนี้หลังจากที่ไม่ได้กลับไปปีกว่าๆทำให้โบว์เห็นหลายสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งผู้คน สถานที่ สิ่งของ ความคิด การกระทำ รวมถึงความรู้สึก
ถ้าใครติดตามอ่านเป็นประจำ ปกติการเขียนบทความของโบว์มักจะมีบทสรุปสวยๆเสมอ แต่ครั้งนี้อาจจะเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างทำให้โบว์ไม่สามารถเขียนตอนจบให้สวยๆได้ เพราะถ้าเขียนให้จบอาจจะไม่สวย 555+
หรือคงเป็นเพราะว่าตอนนี้มันยังไม่ใช่ตอนจบ และคงต้องใช้เวลาดราม่าก่อนที่จะตัดสินใจได้อีกครั้งล่ะมั้ง
ไปเล่นโยคะแก้เวิ่นเสียดีกว่านะเรา -_-

Tuesday, December 16, 2014

จดหมายจากดาวอังคาร

ใครที่ติดตามสเตตัสเฟสบุ๊คโบว์ตลอดหลายวันที่ผ่านมาคงจะรู้ ... ว่านางขึ้นรถไฟผิดทั้งขามาและขากลับ (เพลียยยยยยย..) แต่ขากลับนี่ประหลาดซะหน่อย เพราะมีฝรั่งคนนึงถูกหนีบติดมาด้วย เพราะเค้าก็ขึ้นผิดเหมือนกัน (มีเพื่อนๆ) ทำให้การนั่งรถไฟ 1 ชม. กว่าๆจากกลางเมืองโตเกียวไปนาริตะเป็นการนั่งคุยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนไม่รู้จักที่สนุกดีจนอดไม่ได้ที่จะเอามาเล่าให้ฟัง

คุณฝรั่งคนนี้ทำงานเป็นคุณครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในโตเกียว ซึ่งก่อนหน้านี้เค้าก็ไปอยู่มาหลายประเทศแล้วรวมถึงเคยเป็นครูที่รร.นานาชาติแห่งหนึ่งในจ.สมุทรปราการด้วย 

พอจะนึกออกไหมว่าการคุยกันของคนแปลกหน้าสองคนที่ดันบังเอิญขึ้นรถไฟผิดขบวนเหมือนกันมันจะเป็นการคุยกันค่อนข้างผิวเผิน (เพราะไม่อยากจะพูดเรื่องส่วนตัวกันมากเกินไป) แต่เนื่องจากจะต้องนั่งร่วมทางกันเป็นชั่วโมงเลยต้องหาเรื่องมาคุยกันให้ได้เยอะๆ ความเหมือนของโบว์กับเค้าคือโบว์มาอยู่โตเกียวปี 2007-2009 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เค้าอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้โบว์กลับมาโตเกียว เค้ากำลังจะเดินทางกลับไปกรุงเทพฯอีกครั้ง

ตลกดีที่ดันมาบังเอิญเจอคนที่เหมือนกันตรงที่เรามีความรู้สึกร่วมกันของสถานที่หนึ่งที่ไม่ใช่บ้านเรา แต่พอมีเวลาว่างทีไรก็ต้องหาเรื่องไปที่นั่นทุกทีทั้งๆที่ไปมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ความรู้สึกประหลาดนี้มันคือความรู้สึกอะไรก็เรียกไม่ถูกเหมือนกัน 

มันแปลกดีนะที่ตอนแรกที่มาอยู่ที่นี่ ... ยังจำได้เลยว่าตอนนั้นคิดว่ามันคงเป็นดาวคนละดวงกันแน่ๆ (ไม่แปลกว่าภาษาอังกฤษเรียกคนต่างชาติว่า alien เนอะ) แต่อยู่ไปอยู่มา กลับไปแล้วก็กลับมาอีกเป็นสิบๆรอบ กลับทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆแล้วถึงแม้ฉันจะอยู่ที่ดาวศุกร์ ดาวอังคารนี่ก็เป็นดวงดาวที่ไม่ไกลเกินไป เพราะอย่างน้อยระยะเวลาที่ต่างกัน 2 ชั่วโมงก็ทำให้เรามีเวลาที่บรรจบกันที่จะทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน และดวงจันทร์ดวงเดียวกันได้ในเวลาเดียวกันได้อยู่เหมือนกัน

รถไฟถึงสนามบิน โบว์และคุณฝรั่งคนนั้นแยกทางกันโดยไม่ได้รู้จักชื่อกัน ถึงแม้จะบินไปกรุงเทพฯเหมือนกัน แต่ก็ต้องแยกกันเพราะคนละสายการบิน เค้าต้องไปเปลี่ยนที่เกาหลีก่อน เค้าขอบคุณโบว์ที่ทำให้เค้าสามารถมาถึงสนามบินได้โดยสวัสดิภาพ (คือถึงแม้จะขึ้นผิด ก็แก้ตัวทัน ก็ยังพอโอเคน่ะ!) 

แต่โบว์อาจจะต้องขอบคุณเค้ามากกว่าที่ทำให้โบว์รู้สึกว่าในโลกนี้มันก็ยังมีอีกคนนะที่ชอบการเดินทางกลับไปกลับมาระหว่างดาวอีกดวง ที่ถึงแม้อาจจะเรียกไม่ได้ว่าบ้าน แต่ก็รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้มา

ขอกลับดาวศุกร์ไปเก็บตังค์ซื้อตั๋วจรวดใหม่ก่อน แล้วเดี๋ยวจะกลับมาใหม่นะดาวอังคาร :)

Thursday, December 26, 2013

[เก็บประสบการณ์] การแข่งขันแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น

เป็นคนดูมาอยู่นาน เพื่อนๆหลายคนก็เป็นแฟนพันธุ์แท้กันไปในหลายๆเรื่องแล้ว พอทางรายการประกาศรับสมัคร "แฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น" เพื่อนๆ น้องๆ ในทวิตเตอร์ก็ชักชวนให้ไปสมัครหลายคน ก็เลยว่า .. เอาวะ ลองดูสักตั้ง ก็เลยสมัครไปค่ะ

สมัครไปตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนลืมมมมมมมมมมมมม ไปแล้วว่ามันยังมีการแข่งขันตอนนี้อยู่ จนทีมงานโทรติดต่อกลับมา 55555

หลายคนสงสัยว่าการคัดเลือกทำยังไง สรุปให้ฟังเลยแล้วกัน เวลามีเพื่อนถามจะได้โยนบล็อคให้อ่านไปเลย 5555

การคัดเลือกนั้นหลักๆจะมาจากสามอย่างค่ะ คือ  (๑) การสัมภาษณ์กับทีมงาน โดยทีมงานจะโทรมานัด (๒) ในการสัมภาษณ์นั้นเราจะต้องเตรียมเนื้อหามาให้ทีมงานเป็นข้อๆ เช่น โบว์ไปสมัครแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น ทางทีมงานก็จะขอให้เราลิสต์เรื่องที่เรารู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นมาเป็นข้อๆ กี่ข้อก็ได้ ตอนแรกทีมงานบอกสัก 50 ข้อก็ได้ค่ะ ... ดิชั้นใช้เวลาหนึ่งวันเต็มลิสต์ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าน่าสนใจออกมาได้ทั้งสิ้น 37 ข้อเท่านั้นค่ะ!! (๓) ส่วนอย่างสุดท้ายนั้นคือทางทีมงานจะให้การบ้านกลับไปทำที่บ้านอีก เช่น จงบอกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญพร้อมคำอธิบายมาอย่างน้อย 20 ข้อ อะไรประมาณนี้

ซึ่งพอดูจากชื่อการแข่งขันแล้วคงจะงงงงวยกันได้ว่า แฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น นี่มันกว้างงงงงงครอบจักรวาลมาก เธอจะเอาตรงจุดไหนมาออกจ๊ะะะะ ทางทีมงานก็จะไกด์ๆมาหน่อยว่าเอาเป็นเรื่องที่ชาวบ้านชาวช่องที่ดูทีวีอยากรู้จะได้ไม่น่าเบื่อ ... อ่าว แย่และ ดิชั้นก็จัดเต็มทั้งระบบการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ภูมิศาาตร์ไปเต็มเปี่ยมเลย ใช้ไม่ได้สินะ 55555

หลังจากไปสัมภาษณ์พร้อมส่งการบ้านทุกสิ่งทุกอย่างกับทีมงานไปเสร็จแล้ว เราก็นั่งรอไปค่ะ

ซึ่งขอบอกว่าจากวันที่โทรมานัดสัมภาษณ์ จนถึงวันแข่งจริงใช้เวลา 2  สัปดาห์เท่านั้น แถมวันที่ประกาศผลว่าเราได้รับเลือกเป็น 1 ใน 5 ที่จะได้ไปแข่งขันในรายการนั้นมันคือก่อนวันแข่งเพียงแค่สองวันเท่านั้นจ้าาาาา

โอ้โห... เวลาเตรียมตัวบานเลย -____-

พอทางทีมงานโทรมาแจ้งแล้วเค้าก็จะนัดให้เราไปคุยกันอีก 1 ครั้งเพื่อแจ้งกติกาแล้วก็ซักซ้อมเล็กน้อย พร้อมกับนัดแนะว่าจะให้แต่งตัวอย่างไร หลังจากนั้นก็เตรียมตัวลุยเลยจ้าาา ... เตรียมตัวคืออะไร อ่านเพิ่มคืออะไร ไม่รู้จักกกกกกก สิ่งที่เอาไปแข่งนี่จากหัวล้วนๆเลยทีเดียวเชียว

ตัดภาพมาวันแข่งขัน..........

คือ วันนี้นี่เอง ตอนแรกก็คุยกันไว้กับทีมงานซะดิบดีว่าจะแต่งตัวญี่ปุ่นๆกันนะ ดิชั้นก็จัดเต็ม ชุดรับปริญญากันไปเลยจ้าาาาา คือกะว่าความรู้มีไม่เต็ม แต่แต่งตัวต้องเต็มนะจ๊ะ ณ จุดนี้


ระหว่างนั้นก็คือรอเข้าห้องอัด แล้วก็ได้เจอกับพี่ๆและน้องๆอีกสี่คนเป็นครั้งแรก คือ น้องวี น้องโอ๊ก พี่หน่า และพี่นัท จากตอนแรกเราก็แอบคิดนิดนึงนะว่าเรามันก็หนึ่งในตองอูนะจ๊ะ ไปมาหมดแล้วเกือบทุกจังหวัดของญี่ปุ่น แถมเรื่องราวข่าวสารปัจจุบันนี่ก็แม่นไม่แพ้ใคร พอมาเจออีกสี่คนนี่ขอกลับไปคิดใหม่อีกที .... ตอนนั้นคิดว่า เอาวะ ตกรอบแรกก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ แต่งตัวสวยพอจ๊ะ เอาให้คุ้ม 5555

 หลังจากนั้นการแข่งขันก็ดำเนินต่อไปเป็นรอบๆ ดังนี้คือ รอบสามวินาที รอบคลาสสิคเกม รอบรองชนะเลิศ และรอบคำถามสุดยอกแฟนพันธุ์แท้


 ส่วนการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ... จะสนุกแค่ไหน ... ใครจะเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ... จะใช่โบว์มั้ย ... ถ้าไม่ใช่แล้วมันจะตกรอบตอนไหน ... แล้วมันจะตอบคำถามได้บ้างไหม ... ก็ต้องรอชมกันนะคะ ^^

รายการแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น ออกอากาศวันที่ 31 ม.ค. 2557 ช่อง 5 เวลา 22.30 น. นะค้าาาา ^^

สุดท้ายเอาภาพหน้ามาให้ดูชัดๆว่าพี่ช่างแต่งหน้าเค้าแต่งหน้าสวยจ้าา มิใช่สวยขึ้นแต่อย่างใด 55555






Wednesday, March 13, 2013

ญี่ปุ่นชักอยู่ยากขึ้นทุกวัน...

รวบรวมเรื่องราวความไม่ปกติของสังคมญี่ปุ่นจากกรุ๊ปสมาคมนัีกเรียนไทยในญี่ปุ่นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เพื่อนๆที่จะมาญี่ปุ่นระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะคะ ไม่รู้เศรษฐกิจไม่ดีหรืออะไร ช่วงนี้ชักจะแปลกๆไป >__<

*******************

เจอเหตุการณ์ประหลาดในชีวิต ตั้งแต่อยู่ประเทศยุ่นปี่มา คิดว่าเป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจ วันนี้กะจะไปออกกำลังกายหลังเลิกงาน แต่ด้วยความหิวเล็กน้อย เลยไปนั่งหาไรกินที่ร้านเหล้าที่เรียกว่าอิซากายะแถวอุเอโนพ
นั่งไปสักพักก็มีชายหนุ่มใส่ที่ปิด หน้ากากเข้ามาขอนั่งด้วย บอกว่าไม่มีที่ ไอ้เราก็เห็นคนมันแน่นจริงๆ แล้วเราก็นั่งที่สำหรับสองคน ก็เลยโอเค ชายคนนั้นก็สั่งกับข้าวมาไม่เยอะ แต่ราคาค่อนข้างสูง เราก็ไม่เอะใจอะไร เค้าทานไปสักพักก็ชวนคุยนู่นนี่ ไอ้เราก็คุยไปตามมารยาทเพราะไม่รู้จักมักจี่กัน
เค้าก็คุยไปกินไป เราก็คุยไปด้วย นั่งเล่นมือถือไปด้วย จนเค้าบอกว่าขอตัวไปห้องน้ำ เราก็ไม่ทันสังเกตว่าเค้าออกไปทางไหนเพราะเล่นมือถืออยู่ จนสักพักอยากจะไปยิมละ คนๆนั้นก็ไม่กลับมา เลยถามพนักงาน เค้าบอกว่าเห็นเพื่อนคุณออกไปแล้ว
เอิ่ม...โดนเข้าแล้ว เลยบอกเค้าไปว่าไม่ใช่เพื่อนผ้มมมม เค้าบอกว่าเห็นตอนเข้ามาเค้าบอกว่าเป็นเพื่อนคุณ และเห็นคุยกันปกติ เจอเคสนี้เข้า ก็ตอบไรไม่ได้ จะโวยวายก็สงสารน้อง พนง ผู้ ญ กลัวเค้าจะต้องจ่ายเงินเอง

ถือเป็นค่าบทเรียน 5,000 เยน เจอคราวหน้าจะเอาไข่เน่าปา อย่าให้เจอนะพวกเปรตหิวโซ
 
 *******************
 
Hideyuki Arata Jewlor ความปลอดภัยในยุ่นก็ต้องระวังกันให้มากล่ะ นึกถึงข่าวนี้ที่มีคนโพสต์มาวันก่อน
http://www.asahi.com/national/update/0301/TKY201303010032.html

via Bow Santamol

เช้า มืดวันที่ 28 กพ มีผู้หญิงถูกแทงเสียชีวิตที่ถนนตรงคิชิโจจิ โดยวันนี้(1 มีค) ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาชาวรูมาเนีย(อายุ 17) โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพ และมีข้อมูลจากทางตำรวจว่า ผู้ต้องหาได้ร่วมมือกับคนรู้จัก(อายุ 18) ปล้นชิงกระเป๋าถือและกระเป๋าสตางค์หลังจากแทงผู้เสียชีวิตแล้ว
 *******************
Gift Arthy เคย มีอยู่ครั้งนึง นั่งสตาร์บัคส์ อยู่ดีๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาตีสนิทด้วย แล้วถามหาร้านยา จากนั้น ก็ชวนคุยเรื่อยๆ ไปๆ มาๆ เข้าเรื่องศาสนานิกายอะไรสักอย่าง ส่วนตัวเลยเกิดมานะ ชวนเข้าศาสนาพุทธไปเลย งี้งั้นโง้น สุดท้าย เอนเอียง บอกว่าจะลองมาศึกษาทางเราดู ชนะเลิศ
อยู่ไทยญี่ปุ่น รู้หน้าไม่รู้ใจเหมือนกันทั้งนั้นแหละคะ
 
 *******************
Woranuch Thaichatthong วันนี้ เราพบว่าบริษัทที่เคยจ้างเราทำงานไกด์เมื่อปลายปีที่แล้วออกใบเสร็จค่าจ้าง เราปลอมว่าให้เงินเราแล้ว แต่เงินไม่ไดัโอนเข้าบัญชีเรา เราถ่ายรูปหน้าสมุดบัญชีกับวันที่มันบอกโอนเงินในใบเสร๊จไว้แล้วส่งเมลไปถาม มัน ตอนนี้มันยังไม่ตอบ เป็นบริษัทมีเว็บมีตัวตน เราจะตามเรื่อง
******************* 
Hideyuki Arata Jewlor อีก เรื่องที่ต้องระวังคือ คนแก่ในรถไฟครับ อันนี้เพื่อนคนญี่ปุ่นโดนเอง คือเค้ากลับบ้านตอนรถไฟจะเที่ยวสุดท้าย แล้วรถไฟมันแน่น แต่ก็ไม่มาก เบียดกันรถไฟมันเบรคเค้าไปชนคุณป้าสูงวัยคนหนึ่งจนไปชนกับราวที่จับตรงหัว ขบวน
ก็ เลยทะเลาะกันไป จนคุณป้าได้ไปแจ้งความ หาว่าแฟนเพื่อนผมไปทำร้ายแก ตั้งใจชนแก แกบอกมีรอยเขียวจ้ำ (น่าจะเกิดจากไปชนขอบเหล็ก หรืออะไรในรถไฟ) และก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นศาล กัน ตร บอกว่าแกน่าจะอยากได้เงิน แต่เค้าก็ต้องทำตามหน้าที่เพราะป้าแกฟ้องไป ก็มีการขึ้นโรงขึ้นศาลกัน ด้วยเรื่องที่แทบจะไม่เป็นเรื่อง พยานก็ไม่มี สุดท้ายก็ต้องเสียเงินเป็นค่าเสียหายให้คุณป้าคนนั้นไป
 ******************* 
Gift Arthy อัน นี้น่ากลัวนะเนี่ย.... คนแก่ที่ญี่ปุ่นบางคน น่ากลัวจริงๆ ค่ะ เคยไปนั่งที่แมค (ที่นั่งเดี่ยว ชั้น 1 ) แล้วพอคุยโทรศัพท์ก็โดนคุณป้าถือกระเป๋าหลุยส์มาตีมือ แล้วบอกว่า "อย่าคุย"
เออ...คือ ป้าค่ะ ถ้าคาเฟ่แพงๆ นี่หนูจะไม่ว่าเล้ยยยยยย แมคเนี่ยนะะะะะะะะะะะะะะะะะ อีกอย่าง พูดดีๆ ก็ได้ จะวางสายให้ มาตีมือกันเลยเหรอ
ตอนนั้นมาโตเกียวใหม่ๆ ยังเป็นเด็กเอ๊าะๆ ถ้าเป็นตอนนี้จะพาป้าไปถามพนักงานแมคด้วยกันว่า แมคห้ามใช้มือถือเหรอ?
 ******************* 

 

Sunday, April 01, 2012

เดือนเมษายน

เดือนเมษายน จริงๆแล้วอาจจะเรียกได้ว่่าเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่่าง สำหรับคนไทยอาจจะเป็นการเริ่มต้นของเดือนที่ร้อนที่สุด การเริ่มต้นเข้าสู่ปีใหม่ สำหรับคนญี่ปุ่นหลายๆอย่างก็เริ่มต้นในเดือนเมษายนเช่นกัน ดอกซากุระเริ่มผลิบาน แสดงถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ การเริ่มต้นของภาคการเรียนใหม่ การเริ่มต้นของปีงบประมาณใหม่ สำหรับนักเรียนไทย...อาจจะเป็นการเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่... ทั้งเดินทางไป และเดินทางกลับ

ทุกครั้งที่ได้ไปสัมผัสประเทศญี่ปุ่น โบว์มีความรู้สึกหลากหลายอย่างที่เปลี่ยนไปในทุกๆครั้ง ครั้งนี้ได้มาสัมผัสญี่ปุ่นเป็นเวลาสั้นๆในช่วงปลายเดือนมีนาคม และเดินทางกลับในวันที่ 1 เมษายนพอดี การมาในครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วันแต่ก็สามารถใช้เวลาในช่วงนั้นคิดอะไรได้หลายๆอย่าง เรื่องหนึ่งที่ถึงแม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นมาหลายปีก็ตามแต่เพิ่งจะมารู้สึกได้ตอนนี้ก็คือเรื่องที่ว่าเราจะเลือกทำตามความต้องการในใจจริงๆหรือเลือกทำสิ่งที่ควรจะทำ คิดๆดูแล้วมันก็เชื่อมโยงกับเดือนเมษายนได้อย่างประหลาด

โบว์มีโอกาสที่ดีมากที่ได้พบเจอกับเพื่อนๆนักเรียนไทยทั้งรุ่นที่กลับไปแล้ว รุ่นที่กำลังเรียนอยู่ และรุ่นที่เพิ่งจะเดินทางไปใหม่ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้โบว์รู้สึกว่าเดือนเมษายนจริงๆแล้วอาจจะเป็นเดือนหนึ่งที่ถึงแม้บรรยากาศจะไม่ค่อยให้เท่าไหร่นักแต่ยังคงแฝงไปด้วยความเหงาที่ลอยมาตามสายลมเย็นอ่อนๆและกลีบดอกไม้่ที่ร่วงหล่นอยู่ในสายน้ำ...

เพราะ...การเดินทางครั้งใหม่ของใครคนหนึ่ง ทิ้งความเหงาและความห่วงใยไว้ภายในใจของใครอีกคน การเริ่มต้นครั้งใหม่ของใครคนนั้นกลับนำจุดจบมาให้กับใครอีกคนหนึ่ง

ก่อนจะมาญี่ปุ่นในครั้งนี้ เรื่องบังเอิญเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นคือเพื่อนๆหลายคนที่มีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามต่างเข้ามาคุยกับโบว์และเล่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลายๆคนยังคงสับสนว่าควรจะเลือกทำตามความต้องการของตัวเอง หรือเลือกทำในสิ่งที่ควรจะทำซึ่งถึงแม้จะไม่ตรงกับความต้องการของเราเสียทีเดียวแต่อาจจะเสี่ยงน้อยกว่่าและทำร้ายตัวเองน้อยกว่าเลือกทำในสิ่งตามใจเรา โบว์ใช้เวลานานพอสมควรเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้และทุกๆครั้งเมื่อมองย้อนกลับไปโบว์ก็มองเห็นว่าสิ่งที่ควรจะทำนั้นเป็นสิ่งที่น่าจะเลือกทำมากกว่าการเลือกทำตามใจตัวเอง ... และทุกๆครั้งอีกเช่นกันที่โบว์มักจะเลือกทางที่เสี่ยงและทำตามใจตัวเองมากกว่าที่จะเลือกทำในสิ่งที่ควรทำ แปลกดีไหมล่ะคะ?

ถ้าเลือกได้...โบว์ก็ไม่อยากจะเลือกที่จะเสี่ยงอะไรสักอย่าง เพราะจริงๆแล้วถ้ามองภายนอกโบว์จะดูเป็นคนกล้าเสี่ยงที่จะทำอะไรใหม่ๆ แต่ลึกๆแล้วโบว์เป็นคนขี้กลัว กลัวที่จะเสี่ยง กลัวจนกระทั่งไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลยโดยเฉพาะเรื่องของตัวเอง... ซึ่งทุกๆครั้งมันก็จบลงแบบเดิมๆทุกที เหมือนคนดื้อด้าน เจ็บแล้วไม่ยอมจำเสียที

จริงๆแล้วคนแต่ละคนต่างก็มีความต่างกันในแต่ละแบบ บางครั้งโบว์ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่เลือกทางที่ดูเหมือนจะปลอดภัยกว่า แต่กลับไปเลือกทางขรุขระที่มองเห็นอยู่ชัดๆว่าถ้าถีบจักรยานไปทางนั้นมีโอกาสที่จะล้มหน้าคว่ำถลอกปอกเปิกไปหมดประมาณ 90% ... ซึ่งแปลกมากที่คนขี้ขลาดอย่างโบว์ก็มักจะเสี่ยงที่จะปั่นจักรยานไปตรงเส้นทางขรุขระนั้นโดยกุมความหวัง 10% ที่มีอยู่เอาไว้ จนตอนนี้มีแผลเป็นตามร่างกายเยอะแยะมากมาย ซึ่งมองกลับไปแต่ละแผลก็จะนึกตลกตัวเองทุกครั้งว่าจะเสี่ยงทำอะไรแบบนั้นทำไมกันนะ 

โบว์เป็นคนถีบจักรยานไม่แข็ง ถึงแม้ว่าจะหัดมาหลายปีแล้ว ทำยังไงก็ไม่แข็งเสียที ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเป็นกรรมจากชาติปางก่อนหรือเปล่าที่ทำให้โบว์ไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้ แต่...โบว์ก็ยังไม่เลิกที่จะลองขี่จักรยานพร้อมกับถือความหวัง 10% อันน้อยนิดไปด้วยทุกครั้ง และท่องเอาไว้ในใจว่าขอให้สิ่งเล็กๆที่เราเชื่อมั่นจะทำให้เราได้ภูมิใจมากกว่าการเลือกไปเดินเส้นเรียบ เพราะสุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่่างไรการลองเสี่ยงไปในทางที่ยากกว่าเราจะได้ประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้ในเส้นทางธรมดาเก็บกลับบ้านไปด้วย

วันที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 12:00 น. ณ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น โบว์มองย้อนกลับไปในสิ่งที่เกิดขึ้นและพยายามนึกภาพต่อไปในอนาคต หากโบว์เริ่มต้นใหม่ในวันนี้ไปพร้อมกับกลีบดอกซากุระที่กำลังจะผลิบานสิ่งที่สวยงามก็คงจะรอเราอยู่ แต่เมื่อมาคิดดูอีกทีเมื่อวันเวลาผ่านไป กลีบดอกซากุระร่วงโรยไปตามสายฝนโดยที่เรายังไม่ได้พยายามรั้งให้ดอกมันร่วงโรยช้าลงเพื่อจะชมความงามของมันต่ออีกสักหน่อยโบว์ก็คงเสียดายหากไม่ได้ลองทำ ถึงแม้จะรู้ว่ามีโอกาสเพียง 10% เท่านั้นที่ดอกซากุระจะอยู่กับเราได้ยาวนานกว่าเดิม ก็อยากจะดื้อขอยืดเวลาความสุขออกไปอีกหน่อยก็ยังดี ไม่แน่ใจเหมืิอนกันว่าการเสี่ยงในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร รู้อย่างเดียวว่ามันคือความเสี่ยงมากๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงอยากจะลองดูสักหน่อย อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ว่าเราได้พยายามแล้วครั้งหนึ่ง 

เดือนเมษายนนี้ของโบว์จึงอาจจะไม่ใช่เดือนแห่งการเริ่มต้นใหม่ แต่คงเป็นเดือนแห่งความพยายามครั้งใหม่ กับความหวังอีก 10% ที่โบว์ยังคงถือเอาไว้แนบอก พร้อมกับภาวนาไปด้วยว่าจะไม่ได้แผลกลับมาจากการขี่จักรยานบนทางขรุขระในครั้งนี้ ขาลายไปมากกว่านี้สงสัยคงต้องเลิกปั่นจักรยานแล้วล่ะค่ะ :)

Saturday, August 27, 2011

มารยาทในการเสิร์ฟอาหารแบบญี่ปุ๊นนนน..ญี่ปุ่น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้บริหารใหญ่มากกกก จากญี่ปุ่นมาที่เมืองไทย

จึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมการเสิร์ฟอาหารแบบญี่ปุ่นมา...

เอาภาพมาฝาก ไว้เป็นควารรู้ เผื่อใครอยากไปทำงานพิเศษร้านอาหารญี่ปุ่น 5555

ปล. เวลาเสิร์ฟให้ใช้สองมือ ห้ามมือเดียวนะจ๊ะเด็กๆ

Thursday, March 24, 2011

Hands for Japan รวมน้ำใจนักเรียนไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวญี่ปุ่น



ทางสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่นในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)ชุมนุมนักเรียนทุนรัฐบาลญีปุ่น และกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “Hands for Japan รวมน้ำใจนักเรียนไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวญี่ปุ่น” ในวันที่ 26 มีนาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 13:00- 19:00 น. ณ ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

http://www.facebook.com/event.php?eid=206808742663419

Tuesday, March 15, 2011

การบริจาคสมทบทุนโครงการ “นักเรียนเก่าญี่ปุ่นช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ”

14 มีนาคม 2554

เรื่อง การบริจาคสมทบทุนโครงการ “นักเรียนเก่าญี่ปุ่นช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ”

เรียน สมาชิกสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นในพระบรมราชูปถัมภ์ และท่านผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน

เนื่องจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหว ที่ประเทศญี่ปุ่น ความรุนแรง 9.0 ริกเตอร์ ซึ่งเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุด และได้ก่อให้เกิดสึนามิ นำความเสียหายต่อเพื่อนชาวญี่ปุ่น ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออกของประเทศ จนถึงกรุงโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และ บ้านเรือนของประชาชนเสียหายอย่างหนัก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนหนึ่งเกิดการระเบิดขึ้นถือเป็นเหตุการณ์ครั้ง รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายร้อยปีของประเทศญี่ปุ่น สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพวกเราสมาชิก ส.น.ญ. ร่วมกับสมาคม และองค์กรอื่น ได้ตกลงที่จะประสานความร่วมมือ ระดมความช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อส่งไปยังผู้ประสบภัยในญี่ปุ่นโดยเร็วที่สุด จึงขอเชิญชวนศิษย์เก่า สมาชิก ส.น.ญ.ทุกท่านที่ประสงค์จะบริจาคเงิน เพื่อร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวญี่ปุ่นในครั้งนี้ โดยสามารถบริจาคเงิน ได้ที่:

บัญชีอออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน บัญชีเลขที่ 014-269-4579
ชื่อบัญชี “นักเรียนเก่าญี่ปุ่นช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ”

และแฟ็กซ์ใบ PAY-IN มาที่แฟกซ์ 02-357-1246 (หรืออีเมล์ helpcenter@ojsat.or.th พร้อม SCAN ใบ PAY-IN ) พร้อมเขียนชื่อนามสกุล ที่อยู่ และเบอร์โทร.ที่ติดต่อได้ เพื่อทางสมาคมฯจะจัดทำบัญชีรายนามผู้บริจาคต่อไป สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-357-1241/-5

สมาคมฯ ขอขอบพระคุณศิษย์เก่า สมาชิกสนญ.ทุกท่าน แทนชาวญี่ปุ่น มา ณ ที่นี้ด้วย

ขอแสดงความนับถือ
นายเลิศ มหาสุวีระชัย
นายกสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์

**************************************

ที่มา http://helpcenter.ojsat.or.th/

Saturday, March 12, 2011

ประสบการณ์ตรงจากพี่ชายคนหนึ่งเมื่อประสบเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น

นำมาจากบล็อคของพี่ชายคนหนึ่งที่ทำงานที่ญี่ปุ่นค่ะ อยากให้ทุกคนได้อ่านกัน
ขอให้เพื่อนๆทุกคนปลอดภัยนะคะ เป็นห่วงทุกคนมากค่ะ

**********************************



วันศุกร์ที่ 11 มี.ค. 2554 เป็นวันหนึ่งที่ผมจะจดจำไปตลอดชีวิต เพราะเป็นวันที่ญี่ปุ่นประสบหายนะแผ่นดินไหวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติ ศาสตร์ โดยศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเซ็นได จังหวัดมิยากิ (หนึ่งในเมืองที่นักท่องเที่ยวไทยชอบไปเที่ยว) อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งวัดความสั่นสะเทือนได้ถึง 8.9 ริกเตอร์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คนญี่ปุ่นยังไม่เคยพบเจอมาก่อน

เหตุการณ์ ได้เกิดขึ้นเมื่อเวลาบ่าย 2.48 นาที ผมกำลังนั่งทำงานอยู่ จู่ๆเหมือนกับรู้สึกว่าที่ทำงานได้เคลื่อนไหว ผมได้จ้องมองนาฬิกา พบว่านาฬิกาได้แกว่งไปแกว่งมา โดยปกติแล้วเมื่ออยู่นานๆที่นี่จะเริ่มชินกับแผ่นดินไหวจะไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งมันริ่มแรงขึ้น ผมกับเจ้าหน้าที่ หัวหน้าจึงได้ออกมาออกมาจากสำนักงาน ทันไดนั้นแผ่นดินไหวก็เริ่มแรงขึ้น จนทำให้ตึกที่ทำงานโยกไปโยกมา ม่านกันแดดแกว่งไกวซึ่งตึกที่ผมทำงานนั้นเป็นตึกที่สร้างอย่างแข็งแรง ยังไหวอย่าง่ายดาย

ผมได้ไปที่ต้นไม้ใหญ่เห็นผู้หญิงญีปุ่นได้นั่งลงเกาะต้นไม้แต่ไม่สามารถทน ความแรงของแผ่นไหวได้ เลยมาขอจับแขนผมไว้ ด้านหลังผมก็เป็นสถานีรถไฟ JR ซึ่งเป็นรถไฟสายวิ่งรอบเมืองที่สำคัญของโตเกียว ได้สั่นเหมือนจะพังลงมา รถไฟได้จอดไม่ขยับ ผู้โดยสารได้ติดอยู่บนรถไฟไม่สามารถออกมาได้จนกว่าจะสำรวจว่าปลอดภัยแล้ว ผมจึงได้รีบไปเก็บของที่สำนักงาน แต่ปรากฎว่าได้เกิด After Shock เกิดขึ้นหลายครั้ง ผมจึงได้นำเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเดินไปที่สวนสาธารณะฮิบิย่า เพราะที่นั่นเป็นสวนสาธารณะใหญ่ที่กว้าง ปลอดภัยจากตึกหรือกระจกที่จะแตกลงมา (รูปด้านบน) ในขณะที่เดินไปได้สังเกตุว่าถนนมีรอยแตกอยู่มากมาย ซึ่งยิ่งทำให้ตกใจมากขึ้น ร้านค้าแถวที่ทำงานได้มีคนญี่ปุ่นแห่เข้าไปซื้อน้ำของกันจนหมดเกลี้ยง ร้านแม็คก็ไม่มีขายแฮมเบอร์เกอร์ (ขายเฉพาะน้ำ) โทรศัพท์ได้ถูกตัดขาดไม่สามารถติดต่อใครได้ ผมได้นึกถึงหนังเรื่อง 2010 และ Nihon Shinbotsu (ญี่ปุ่นจมหาย) ไม่นึกว่าผมจะได้มีประสบการณ์แบบนี้

ผู้คนไม่สามารถใช้รถได้ จึงเปลี่ยนเดินทางโดยเท้ากลับบ้าน บางคนซื้อจักรยาน เพื่อขี่กลับบ้าน รถบัสและรถส่วนตัวเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เส้นทางต่างๆได้ถูกปิดกั้น ทางขาด น้ำท่วม จึงทำให้รถติดมาก ผมจึงได้รับอาสาส่งพนักงานไปที่บ้าน จนถึงตอนกลุ่มสุดท้าย แต่เนื่องจากรถไฟยังไม่เปิดให้บริการ เพื่อนๆกลุ่มที่เหลือจึงไปพักบ้านหัวหน้า กว่าจะถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน คนญี่ปุ่นบางคนกลับบ้านไม่ได้ต้องหาที่นอนตามที่ต่างๆ ที่เขตโตเกียวจัดให้ โรงแรมแถบนั้นได้ถูกจองเต็มเรียบร้อยแล้ว มือถือก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ พยายมกดไปแจ้งที่บ้านได้ก็ประมาณตี 1ครับ (บ้านหัวหน้าห่างจากที่ทำงาน 4 กิโล ใช้เวลาขับรถ 1.30 ชั่วโมง) ผมได้มองไปข้างนอก เห็นรถติดกันเป้นแถวยาวแม้จะเป้นตี 1 ก็เหมือนกับช่วงเลิกงาน แผ่นดินไหวจะคงสั่นไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนตี 4 รับรู้ได้มากในโตเกียว แต่ที่ผมสงสารมากก็คือ เมืองเซ็นได จังหวัดมิยากิ ถึงแม้รัฐบาลจะทำการแจ้งซึนามิล่วงหน้าก็จริง แต่คลื่นที่สูงที่ 10 เมตร ได้ทำลายกวาดบ้านเรือนแถวนั้น และได้พบศพลอยเกลื่อนกลาด 200 - 300 คน เกือบทั้งหมู่บ้าน บ้านเรือนกว่า 4,500,000 หลัง ไม่มีไฟใช้ ซึ่งตอนเหนือยังคนมีหิมะตกหนักอยู่ ตอนนี้ (15.10 น. เวลาญี่ปุ่น วันที่ 12 มี.ค. 54) ได้พบศพไปกว่า 600 รายแล้ว ซึ่งคิดว่าจะเป็นพันในไม่ช้า (ยังไม่รวมกับผู้บาดเจ็บ)

ถึงแม้เข้าตอนเช้าแล้วก็ยังมีแผ่นดินไหวเป็น ระยะระยะ รถไฟบนดินกว่าจะให้บริการได้ก็ช่วงเที่ยง จากการฟังวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น พบว่าต่อไปภายใน 1 เดือนนี้จะมีแผ่นดินไหว มากกว่า7 ริกเตอร์อีกครั้ง และอาจจะมีเป็นระลอกเล็กๆ เพื่อนที่จะเดินทางญี่ปุ่นในช่วงเดือนเม.ย. ขอให้ระมัดระวังตัว อย่าตื่นตกใจ (แม้แต่ผมพิมพ์ตอนนี้แถวบ้านก็ยังแผ่นดินไหวอยู่) และผมหวังว่าเมืองไทยจะไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแบบนี้ครับ

Saturday, December 25, 2010

แผนที่โลก

วันนี้มีแผนที่โลกมาให้ดู 2 แบบ
อยากให้ลองคิดกันดูเล่นๆว่า 2 แบบนี้ต่างกันยังไง

รูปที่ 1
Photobucket

รูปที่ 2
Photobucket

ขอเล่าที่มาที่ไปที่เอาแผนที่ 2 รูปนี้มาโพสให้ดูกันก่อนนะคะว่าเกิดอะไรขึ้นจู่ๆเกิดอะไรขึ้นกับแผนที่
แล้วจะเฉลยให้ฟังว่ามันต่างกันยังไง

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวอิตาลี แล้วมีเวลาครึ่งวันได้ไปเดินเล่นที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน
มีเวลานิดเดียวเลยไม่มีเวลาได้พินิจพิเคราะห์ศิลปะเท่าไหร่ กะว่าถ้าเกิดมีเวลา (และเงิน) จะไปเดินดูสักสามวัน 555่
ขณะที่เหลือบมองอยู่นั้นก็มีความคิดหลายอย่างแล่นเข้ามาในหัว

หนึ่งในเรื่องเหล่านั้นคือเป็นช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น จำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นคาบอะไร อาจารย์เรียกให้นักศึกษา 2 คนออกไปวาดรูปแผนที่โลกให้ดูหน่อย

นักศึกษาคนที่หนึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติ วาดรูปออกมา่เป็นลักษณะรูปที่ 1 ส่วนนักศึกษาคนที่สองซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นนั้นวาดรูปออกมาเป็นลักษณะรูปที่ 2

เฉลย...สิ่งที่แตกต่างกันของ 2 รูปนี้คือ "ที่ๆเป็นศูนย์กลาง" นี่เอง

แผนที่โลกที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้เราใช้ตามแบบยุโรป ทำให้ศูนย์กลางของโลกคือยุโรป และเราซึ่งเป็นคนเอเชียจึงถูกเรียกว่า "ชาวตะวันออก" ประเทศญี่ปุ่นจึงถูกเรียกว่า "ตะวันออกไกล"

แต่แผนที่ที่นักเรียนญี่ปุ่นเรียนมาประเทศที่อยู่ศูนย์กลางของโลกคือประเทศญี่ปุ่นนี่เอง

จริงๆแล้วคงไม่สามารถบอกได้ว่าแผนที่แบบไหนดูปกติ (พยายามหลีักเลี่ยงที่จะใช้คำว่าถูก หรือผิด เพราะว่าคงไม่มีอันไหนผิด) เพราะขึ้นอยู่กับความเคยชินของแต่ชาติ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเราได้รับอิืทธิพลมาจากฝรั่งพอสมควรในสมัยที่มีลัทธิล่าอาณานิคม ทำให้เีราเคยชินกับการใช้แผนที่ตามแบบฝรั่ง เราเลยเรียกพวกเขาว่าชาวตะวันตก และเรียกตัวเราเองว่าชาวตะวันออก และแผนที่แบบที่ 1 ก็คือแผนที่ที่ "ปกติ" สำหรับเรา

แต่สำหัรบชาวญี่ปุ่น แผนที่แบบที่ 1 นั่นแหละผิดปกติ

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนญี่ปุ่นจะสงสัยกันไหมว่าทำไมจึงเรียกพวกเขาว่าชาวตะวันออก ก็ในแผนที่อเมริกาต่างหากที่อยู่ตะวันออก

*******************************

เรื่องที่ 2 ที่คิดขึ้นมาได้คือว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือปกติ แล้วอะไรล่ะคือความผิดปกติ

ตอนที่อยู่ที่ญี่ปุ่น เคยมีวันหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนประหลาดมาก
วันนั้นเป็นวันธรรมดาวันหนึ่งที่อากาศกำลังจะเปลี่ยนจากฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ร่วง
เราแต่งตัวออกจากบ้าน หยิบเสื้อคาดิแกนบางๆตัวหนึ่งมาใส่เพราะอากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย
แล้วก็เดินออกจากบ้านเพื่อจะไปขึ้นรถไฟ

ความประหลาดมันอยู่ที่วันนั้นบนรถไฟ เราเป็นคนเดียวที่ใส่สีชมพู....
และรู้สึกว่าคนทั้งรถไฟที่เปลี่ยนจากเสื้อผ้าสีสดใสหน้าร้อนมาเป็นสีตุ่นๆหม่นๆ กำลังยืนมองเราอยู่....

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะดันทำตัวไม่เหมือนชาวบ้านนั่นเอง
(เรื่องการทำอะไรเป็น pattern ของคนญี่ปุ่นจะมาเล่าให้ฟังในโอกาสหน้า)

เรื่องใส่เสื้อผ้าผิดสีนี่ไม่เคยเกิดขึ้นที่เมืองไทย เพราะร้อนตลอดปีทำให้ไม่ได้มีใครคิดว่านี่ฤดูหนาวแล้วนะเธอต้องเปลี่ยนสีๆ ห้ามใส่ลายดอกเด็ดขาดนั่นมันหน้าร้อนนนนน

แต่เดี๋ยวนี้เริ่มรู้สึกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับวัยรุ่นไทย...
วันหนึ่งขับรถผ่านสยาม...เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อ jumper มีฮู้ด ใส่หมวกไหมพรม รองเท้าบู้ท และแว่นกรอบใหญ่ๆสไตล์เกาหลี
ก็เลยคิดว่าเด็กสมัยนี่ผิดปกติแล้วล่ะนะ ร้อนจะตายชักใส่มาแบบนี้ไม่ีเป็นลมตายเหรอจ๊ะน้อง

แต่คิดไปคิดมา...ถ้าเราเดินออกจากรถและไปรวมกลุ่มกับน้องกลุ่มนั้น เราอาจจะเป็นคนผิดปกติก็ได้นะ

*******************************

สุดท้ายนี้เอารูปแผนที่ต้นเหตุที่ทำให้มาเขียนเรื่องนี้ในวันนี้มาฝากกัน...
เอามาให้ดูว่าสมัยก่อนสำหรับชาวยุโรปนั้น ประเทศตูไม่ได้มีตัวตนใดๆเลย มองไม่ออกเลยว่ามันคืออะไร
หาตั้งนาน ประเทศตูอยู่ตรงไหนเนี่ย 5555
(รีบมากเลยไม่ได้สังเกตว่าเป็นแผนที่ที่เขียนขึ้นในปีไหน ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

Photobucket

Monday, July 19, 2010

ของขวัญจากพี่ส้ม

ขอเขียนต่อเนื่องจากที่เพิ่งไป business trip ที่ญี่ปุ่นมาเมื่อต้นเดือนนะคะ
พอดีว่าวันสุดท้ายที่อยู่ที่ญี่ปุ่น มีเวลาว่าง (ระหว่างรอเปลี่ยยเครื่องและเดินทางจาก Haneda ไป Narita)
ประมาณ 3-4 ชั่วโมง -"- (มีเวลาว่างให้เค้ามีชีวิตส่วนตัวแค่นั้นจริงๆ T_T)

เลยมีโอกาสได้ไปพบเพื่อนๆ ทานข้าวเที่ยงกันก่อนจะกลับมาที่ กทม.ค่ะ

ก่อนกลับพี่ส้มเอาของขวัญวันเกิดย้อนหลังมาให้
เป็นของขวัญทีเก๋ ถูกใจ (คนชอบทำขนมอย่างเรา) มากกกกกกกกกกกก

เลยเอามาแชร์ให้ทุกท่านได้ดูกันว่ามันเ๋ก๋อย่างไร

ดูตอนแรกอาจจะงงๆว่ามันคืออะไรหว่า
Photobucket

แยกส่วนประกอบมา แต่นแต๊น...
Photobucket

มันคือ หนังสือทำขนม แถมพายไม้ และพิมพ์เค้ก โอ้ววว

ข้างในหนังสือมีสูตรเค้กที่ส่วนผสมจะผสมออกมาได้พอดีกับพิมพ์ที่แถมมาพอดีเลย
Photobucket

ชอบมากกกกก เดี๋ยวทำแล้วจะเอามาอวดน้าา ขอบคุณมากนะคะพี่ส้ม ^^

แ่ต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำเลยอ่ะค่ะ เตาอบฝุ่นจะเกาะอยู่แล้ว T T

Saturday, July 10, 2010

ผู้หญิง ผู้ชาย คนญี่ปุ่น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไป Business Trip ที่ญี่ปุ่นมาค่ะ
ไป 6 วัน บินทั้งหมด 5 ไฟลท์ นอนเที่ยงคืน ตื่นตี 5 T_T
ช่างเป็นการทำงานที่ใช้คุ้มมาก ไม่มีเวลาซื้อของให้ตัวเองเลย ซื้อมาได้แต่ปากกาเวลารอเครื่องบิน T_T

เข้าเรื่องดีกว่า...
เนื่องจากมีเวลาเป็นส่วนตัวน้อยนิด
ทำให้มีเวลาดูทีวีน้อยไปด้วย ก็เอาเวลาระหว่างจัดของนั่นแหละดูทีวี
เปิดทีวีไปเจอรายการนึง แนะนำร้านราเม็งเมนูใหม่ๆ

ทีนี้เค้าก็แนะนำร้านนึง บรรยายว่า...

"น้ำซุปทงคตสึ ผสมกับนม เครื่องราเม็งประกอบด้วยเบคอนและไข่ลวก.."

ให้ทายสิว่า...เป็นราเม็งอะไร...ให้ทาย 10 บรรทัด

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ใช่แล้ว.."คาโบนาร่าราเม็ง" นั่นเอง -"-

Photobucket
(รูปจาก google)

เจ้าของร้านแนะนำว่าเนื่องจากเห็นใจคุณผู้ชายทุกท่านที่บางคนอาจจะชอบกินพาสต้าแต่ไม่กล้าเค้าไปร้านพาสต้าคนเดียวได้ เลยได้ไอเดียคิกเป็นสูตรนี้ขึ้นมา

พูดถึงญี่ปุ่น...ถึงแม้ภาษาญี่ปุ่นจะไม่ได้มีการแบ่งเพศอย่างชัดเจนว่าคำไหนเป็นเพศชาย คำไหนเปนเพศหญิงอย่างภาษาฝรั่งเศส หรือเยอรมัน

แต่ก็มีคำศัพท์บางคำ ประโยคบางประโยคที่เค้าจะรู้กันว่าสำหรับผู้ชายใช้ สำหรับผู้หญิงใช้

การเข้าร้านอาหารก็เช่นกัน ถึงแม้จะไม่มีใครกำหนดไว้ว่าเพศไหนห้ามเข้าร้านไหน แต่เค้าก็จะ "รู้กัน" ว่าร้านไหนสำหรับเพศไหน

มีเพื่อนผู้หญิงญี่ปุ่นคนนึงเป็นเพื่อนที่เซมิ เธอเป็นดั่งกุลสตรีญี่ปุ่นที่แสนงาม
เธอบอกว่าเธอไม่เคยเข้าไปกินร้านข้าวหน้าเนื้อเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะมันเป็นสถานที่ทำหรับผู้ชาย

ตอนนั้นนั่งฟังเงียบๆ..เพราะชอบเข้ามาก เหอๆๆ
แต่แต่ละครั้งที่เข้าไปกินก็สังเกตได้นะว่าคนที่เข้าไปกินมีแต่ผู้ชายส่วนใหญ่เป็นซาลารี่แมน และกรรมกร
เคยเห็นผู้หญิงเข้าไปกินเหมือนกัน แต่น้อยยยมากกกกก

ส่วนร้านของผู้หญิงที่พวกผู้ชายจะไม่กล้าเข้าไป (ถ้าแฟนไม่ลากไป) นอกจากร้านพาสต้าแล้ว
ก็คือจำพวกร้านเค้กทั้งหลาย.. วันที่ไป Business Trip มีไปนั่งร้านเค้กในโรงแรมอยู่ที่หนึ่งที่โอซาก้า
มองลงไปมีแต่คุณป้า คุณน้านั่งทานทั้งนั้น ไม่มีผู้ชายเลยยกเว้นคนทำอาหาร และคนเสิร์ฟ เหอๆ

Photobucket

ไม่รู้เหมือนกันว่าจำพวกร้านอาหารพวกนี้เค้าแบ่งกันยังไงว่าแบบไหนเป็นเพศชาย แบบไหนเป็นเพศหญิง
เพราะเราเองไม่ได้เกิดประเทศนั้นเลยไม่รู้เหตุผล แต่พอจะสังเกตได้เพราะว่าใช้ชีิวิตอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลาพอสมควร
ไม่รู้เหมือนกันว่าคนญี่ปุ่นกันเองเค้าจะรู้กันไหมว่าทำไม

แต่ก็พอจะสังเกตได้เพิ่มอีกหน่อยว่าอาจจะเป็นเพราะสภาพสังคมของเค้ามีการแบ่งแยกหน้าทีระหว่างเพศชายกับเพศหญิงอย่างชัดเจน
ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่เพศไหนควรทำ เพศไหนไม่ควรทำ ถ้าเกิดใครทำออกนอกกรอบสังคมก็อาจจะถูกมองว่าทำไม่ถูกหรือไม่ควร

เหมือนกับเพื่อนโบว์คนนั้นที่ไม่กล้าเข้าร้านข้าวหน้าเนื้อนั่นแหละค่ะ..

Wednesday, April 21, 2010

คนไทย vs. คนญี่ปุ่น (ภาค 2)

ภาคต่อมาแล้วค่ะทุกท่านนนน
วันนี้คิดไม่ออก ขอแค่บทเดียวนะก๊ะ

ไม่ทราบว่าที่อื่นเป็นอย่างนี้หรือเปล่า แต่ที่เจอมามันเป็นยังงี้อ่ะค่ะ เหอๆ

Chapter 3: เมื่อส่งอีเมล
คนไทย - ส่งภาษาอังกฤษ ผิดๆถูก ตูส่งอักฤษไว้ก่อน เผื่อจะ CC หาหัวหน้าคนญี่ปุ่น พิมพ์ไทยไปเดี๋ยวไม่รู้เรื่อง

คนญี่ปุ่น - ไม่เก่งอังกฤษ ส่งภาษาญี่ปุ่นละกัน CC ลูกน้องคนไทยช่างมัน เดี๋ยวมันก็ตรัสรู้กันเองมันทำงานบริษัทญี่ปุ่นหนิ ลูกน้องตอบอังกฤษมา ตูก็จะตอบญี่ปุ่น..ทำไมอ่ะ ก็ไม่เก่งอังกฤษนี่หว่า

เฮ้อออออออออ ชีวิตสาวออฟฟิศ

อ่อ ไม่ได้เป็นกันทุกคนนะ เป็นแค่บางคน
แต่บางคนที่เหลือ บางทีก็มีหลุดเป็นอารมณ์นี้เหมือนกัน เหอๆ

Thursday, April 01, 2010

คนไทย vs. คนญี่ปุ่น (ภาค 1)

เนื่องจากมาทำงานกับคนญี่ปุ่นอยู่ในบริษัทญี่ปุ่นได้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว...
เลยอยากเอาเรื่องที่พอจะสังเกตุได้มาเล่าให้ฟังกัน

ที่เขียนว่าภาค 1 เพราะว่าคิดว่าจะมีภาค 2 3 4 5 ตามมาเรื่อยๆ
เพราะเรื่องมันเยอะเหลือเกิน 5555+

Chapter 1: เวลาทำงาน

คนไทย - มาตรงเวลา เลิกตรงเวลา บางทีไปทำงานข้างนอกก็กลับบ้านก่อนเวลา ชิลล์ๆ ---> มีเวลาให้ครอบครัวและเพื่อนฝูง ---> ชีวิตแ็ฮ็ปปี้รีแลกซ์ ---> งานไม่เสร็จ ไม่รับผิดชอบงาน ---> โดนไล่ออก ---> อาชญากรรมเกิด ---> ปัญหาสังคม ---> ประเทศพัฒนาช้า

คนญี่ปุ่น - มาก่อนเวลา (ถ้าเป็นไปได้ก็มาตั้งแต่ตีห้า) เลิกงานห้าโมงครึ่งแ่ต่กลับสี่ทุ่ม ---> ทำแต่งานๆๆ ---> เสาร์อาทิตย์ตีกอล์ฟ ---> ลูกเมียนานๆเจอหน้าที ---> ครอบครัวมีปัญหามีเงินใช้ ---> เครียดมากอัตราฆ่าตัวตายสูง ---> แต่ประเทศชาติเจริญ

Chapter 2: Business Trip

คนไทย - ไปดูงานต่างประเทศ 5 วัน ---> เที่ยวสี่วันครึ่งดูงานครึ่งวัน ---> อย่างนี้เรียกคอรัปชั่นหรือเปล่า? ภาษีกรู!!!! (เจอกับตัว..เป็น อบต.สักอย่างบนเครื่องบิน แถมยังมีหน้าเอารูปมาอวด ว่าไปเที่ยวนู่นนี่..พอถามไปดูงานตอนไหน..ทำเงียบ)

คนญี่ปุ่น - ไปดูงานต่างประทศ 3 วัน ---> นอนบนเครื่องบินหนึ่งวัน ประชุมหนึ่งวัน นอนบนเครื่องบินกลับอีกหนึ่งวัน ---> ร่างกายทรุดโทรม ---> พนักงานที่ไปทำงานไร้ซึ่งความสุข

ทำไมช่างแตกต่าง....แล้วจะเลือกเป็นแบบคนชาติไหนดีเนี่ย?

Sunday, March 07, 2010

ความรู้เกี่ยวกับเทศกาลวันเด็กผู้หญิง (Hina Matsuri)

วันที่ 3 มีนาคมของทุกปีถือเป็นวันเด็กผู้หญิงในประเทศญี่ปุ่น เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื้ออวยพรให้เด็กผู้หญิงเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิต ต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีที่แล้ว ในสมัยโบราณชาวจีนเชื่อว่าจะขจัดเคราะห์ร้ายให้ไปกับตุ๊กตา ด้วยการนำตุ๊กตาเหล่านี้ไปลอยในแม่น้ำ แต่ในประเทศญี่ปุ่น เด็กผู้หญิงชอบเล่นตุ๊กตาที่ทำมาจากกระดาษ เทศกาลนี้จึงเป็นการผสมผสานกันของประเพณีการละเล่นของเด็กผู้หญิง

เมื่อประมาณ 600 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดให้จัดเทศกาลนี้ในวันที่ 3 ของเดือนมีนาคม และเมื่อ 400 กว่าปีที่แล้ว เจ้านายในราชสำนักได้นำตุ๊กตาที่มีความหรูหรามาใช้แทนที่ตุ๊กตากระดาษ และจัดวางตุ๊กตาอย่างสวยงามเพื่อตั้งแสดงและจัดการเฉลิมฉลองในเขตพระราชวัง เทศกาลนี้ได้เริ่มแพร่หลายไปในหมู่พ่อค้าที่ร่ำรวยและขยายไปสู่ประชาชนธรรมดา และได้จัดเป็นเทศกาลประจำปีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้น

เดือนมีนาคมในประเทศญี่ปุ่นเป็นฤดูที่ดอกท้อกำลังบาน ต้นท้อถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ซึางจะขับไล่ความชั่วร้าย และเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งชีวิต ความเป็นอมตะและสันติสุข

หลายครอบครัวจึงได้จัดวางตุ๊กตาชุดตุ๊กตา ประกอบด้วยตุ๊กตาจักรพรรดิ จักรพรรดินี ข้าหลวง และนักดนตรี ตกแต่งด้วยเครื่องแต่งกายแบบชาววังโบราณ ประดับด้วยต้นท้อที่กำลังจะบาน

Photobucket

(ขอขอบพระคุณข้อมูลจากสูจิบัตรงานเทศกาลเด็กผู้หญิงที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเป็นเทศไทย)

จบเรื่องมีสาระกันได้แล้ว ขอเข้าเรื่องส่วนตัว 5555+

เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานเทศกาลเด็กผู้หญิงที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเป็นเทศไทยมา
เนื่องจากพี่ใหม่ได้รับเชิญ เลยติดสอยห้อยตามไปด้วย

เข้าไปในงานมีการจัดตกแต่งตามเทศกาล
Photobucket

มีความมาร่วมงานเยอะมากกกกกกกกกกก บ้านแคบไปเลยทีเดียว
Photobucket

ท่านทูตให้เกียรติกล่าวเปิดงาน
Photobucket

ภายในงานมีการแสดงโคโตะ
Photobucket

และการแสดงเต้นโยซาโคอิ โซรัง
Photobucket

แต่ไฮไลท์ของงานนี้คือของกินนนนน
เนื่องจากท่านทูตบอกว่าท่านเป็นชาวจังหวัดกิฟุ ซึ่งมีชื่อเสียงในอาหารสองอย่าง
คือ สตรอเบอรี่ และเนื้อชั้นดีที่มาจากเมืองฮิดะ เรียกกันว่า "ฮิดะกิว"
เนื้อฮิดะที่ว่านี้ได้รับรางวัลเนื้อชั้นดีที่สุดในญี่ปุ่นมาถึงสองปีซ้อน
(ไม่อยากจะบอกว่ามางานนี้ก็ตัง้ใจมากินเนื้อนี่แหละ เหอๆๆๆ)

สตรอเบอรี่ลูกใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ตอนอยู่ญี่ปุ่นไม่เคยกินเลยนะลูกใหญ่ขนาดนี้...เพราะว่ามันแพง T_T
Photobucket

แล้วก็มาถึงไฮไลท์ของงานนี้...
Photobucket

แต่ว่าได้กิน...คนละแค่นี้ค่ะ T_T
Photobucket

อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

Saturday, February 20, 2010

ว่าด้วยเรื่องความเคยชิน...

ตอนที่ไปอยู่ญี่ปุ่นแรกๆ เคยมีพี่คนนึงที่อยู่มานานแล้วเล่าให้ฟังว่า
เดี๋ยวนี้เวลากลับไปเมืองไทยแล้วจะแอบหงุดหงิดเล็กน้อย...เพราะประตูมันไม่เปิดให้เอง 5555+

(ที่ญี่ปุ่นประตูในที่สาธารณะแทบจะทุกที่จะเป็นประตูอัตโนมัติค่ะ...เคยไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ญี่ปุ่น เข้าเซเว่นแล้วเดินชนประตู แล้วไม่ได้ชนคนเดียวนะพี่ที่ไปด้วยกันก็ชนเหมือนกัน...เพราะว่าประตูสาขานั้นมันไม่ได้เปิดเอง เหอๆ)

ตอนที่ได้ยินตอนนั้นก็แอบคิดว่ามันจะอะไรกันขนาดนั้น อยู่เมืองไทยมาตลอดชีวิตอยู่ญี่ปุ่นมาแป๊บเดียวเองนะเนี่ย

ตอนนี้มาเจอกับตัว...มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ตอนที่กลับมาเมืองไทยแรกๆ แล้วนัดทานข้าวกับเพื่อน
พอเพื่อนพูดว่า...กลับกันเถอะ ขจีภรณ์ลุกจากโต๊ะทันทีพร้อมควานหาใบเสร็จที่ควรจะวางอยู่บนโต๊ะ
สักพักก็ระลึกขึ้นได้ว่า...เอ่อ ประเทศไทยไม่ต้องลุกไปจ่ายตังค์เองที่แคชเชียร์นี่หว่า แล้วก็เรียกคนมาเก็บตังค์ เหอๆ

นอกจากนี้ยังมีการเอามือไปรองที่ก๊อกน้ำในห้างสรรพสินค้าอยู่ตั้งนานแล้วก็คิดในใจว่าทำไมน้ำมันไม่ไหลซะทีเนี่ย
...แล้วก็ตั้งสติ.. อ๋อ มันต้องหมุน -"-

หลังจากกลับมาได้สักพักใหญ่ๆแล้วก็คิดว่าคงจะไม่เป็นยังงั้นแล้วมั้ง
เมื่อวานนี้นัดทานข้าวกะเพื่อนๆศิษย์เก่าญี่ปุ่นมา
Photobucket

ตอนแรกๆก็ไม่มีอะไร พอตอนจะกลับทุกคนก็ไปขึ้นรถไฟฟ้ากัน
ในขณะที่กำลังขึ้นบันไดเลื่อนอยู่นั้น..ทุกคนก็ยืนคุยกันต่อตรงบันได

พี่แก้วศิษย์เก่าโอซาก้า ซึ่งยืนอยู่ขั้นบนสุดก็พูดว่า
"ฝั่งนี้เด็กคันโต...ฝั่งนี้เด็กคันไซ"

เราซึ่งยืนอยู่ถัดจากพี่แก้วลงมาก็มองลงไปตามขั้นบันไดเลื่อน..
เออ..จริงด้วยแฮะ เด็กจบจากคันโตจะยืนชิดซ้าย ส่วนเด็กจบคันไซยืนชิดขวากันหมดเลย

ที่ญี่ปุ่นเวลาขึ้นหรือลงบันไดเลื่อนรถไฟจะต้องยืนชิดข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อให้อีกข้างเป้นทางด่วนพิเศษสำหรับคนรีบให้เดินไปก่อนได้เลยค่ะ...ซึ่งจะแตกต่างกันตรงที่โตเกียวจะยืนชิดซ้าย โอซาก้าจะยืนชิดขวา

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าจริงๆแล้วที่ญี่ปุ่นจะยืนชิดซ้ายกันมาก่อนค่ะ แต่พอในปี 1970s ที่โอซาก้าจัดงาน World Expo ก็เลยเปลี่ยนวัฒนธรรมการยืนชิดซ้ายมาเป็นยืนชิดขวาตามวัฒนธรรมตะวันตก (ไม่รู้ประเทศอะไรบ้างนะ แต่ตอนไปอังกฤษเค้าก็ยืนชิดขวากันจริงๆ)

เหตุการณ์เมื่อวานขำกันใหญ่...เพราะถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีระบบทางด่วนแบบประเทศอื่นเค้า สังเกตว่าเวลาขึ้นบันไดเลื่อนห้ามรีบ ต้องยืนเฉยๆเท่านั้น แต่ไอ้พวกศิษย์เก่าญี่ปุ่นพวกนี้เวลาจะยืนมันก็ต้องยืนชิดข้างที่มันทำอยู่เป็นประจำอยู่ดี

ความเป็นระเบียบที่ได้กลับมาจากประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากความเคบชินเหล่านี้ ไม่รู้ว่าจะชินไปได้นานแค่ไหน
เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องกลับมาชินกับความมีระเบียบบ้าง ไม่มีระเบียบบ้างของคนไืทยอยู่ดีนั่นแล

Saturday, January 30, 2010

เรื่องเล่าจากแดนปลาดิบ ตอน เมื่อโดนตำรวจจับ

ขออภัยแฟนๆบล็อคทุกท่านที่ไม่ได้อัพเดทมานานร่วมเดือน

คือว่าเนื่องจากเมื่อได้เข้าไปทำงานเป็นสาวออฟฟิศอย่างเต็มตัว
ชีวิตก็ปราศจากไปซึ่งสีสัน หรือความสนุกสนานใดๆ -"-
ทำให้ไม่มีอะไรมาเล่าให้ฟังกันเลยค่ะ

ก็เลยคิดว่าน่าจะเก็บตกเรื่องที่ญี่ปุ่นมาเล่าให้ฟังกันดีกว่า
บางทีอาจจะเป็นเรื่องของโบว์เอง หรืออาจจะเป็นเีรื่องของเพื่อนๆที่ญี่ปุ่นที่เล่ามาให้ฟังบ้างก็แล้วแต่สถานการณ์

วันนี้ขอเอาเรื่องของตัวเองผสมกับเรื่องของคนอื่นมาเล่าละกัน 555+

Photobucket

ตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นมาทั้งสิ้นสามปี เคยโดยตำรวจเรียกไปคุยหนึ่งครั้ง และเคยโดนจับเองหนึ่งครั้ง เหอๆ

ครั้งแรกคือเมื่อเดินอยู่ที่หน้าสถานีบ้านที่โตเกียว...
Photobucket

กำลังเดินเม้าท์กะเพื่อนอยู่ดีๆ
ก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบเค้ามาโชว์บัตร...ไอ้เราก็ว่าชั้นทำผิดอะไรเนี่ย
เค้าบอก..ขอตรวจบัตรต่างด้าวหน่อย

ความจริงแล้วถ้าเดินอยู่คนเดียวจะไม่เคยโดนเรียกอะไรแบบนี้เลยนะ
อาจจะเป้ฯเพราะหน้าตา เนียนๆไปกับคนญี่ปุ่นได้
แต่พอดีวันนั้นเดินเม้าท์กับเพื่อนค่อนข้างเสียงดัง ด้วยภาษาต่างดาว เหอๆ
(ต่างดาว..ไม่ได้พิมพ์ผิดนะ ต่างดาว 5555)

ก็เอาบัตรให้เค้าดู..แถมถามเค้าอีกว่า "จะเอาบัตรนักเรียนด้วยไหมคะ"
เค้าก็บอก.."อ้าว เป็นนักเรียนเหรอครับ"
พอดูก็บอกดี "โอ้ววว อะตะมะ ก๊ะ อี้ เดสเนะ~" (แปลว่า..โอ้วว ฉลาดจังเลยยย)

เรียนมหาลัยดี...ก็มักจะได้รับการ treat ที่แตกต่างกัน

อันนี้ัเรียนไทยหลายๆคนก็ทำกัน เนื่องจากส่วนมากก็เรียนมหาลัยดีๆกันทั้งนั้น
คุณพี่ อ. (นามสมมติ) ณ โอกินาวา เคยรอดพ้นจากการโดนตรวจกระเป๋าที่สนามบินมาด้วยการณ์นี้
รวมถึง คุณพี่ ก. (นามสมมติ) ณ เกียวโต ก็รอดพ้นจากการโดนจับจากการไม่เปิดไฟจักรยานตอนกลางคืนด้วยกรณีเดียวกันเช่นกัน เหอๆ

สังคมญี่ปุ่นมันก็มีชนชั้นเช่นกันนะจะบอกให้
ถึงแม้เราจะเป็นต่างดาว ก็เป็นต่างดาว A Class นะคะคุณ

อักครั้งนึงที่โดนจับ...เกิดขึ้นเมื่อตอนไปเที่ยวที่โทโฮคุ
Photobucket

ตอนนั้นเนื่องจากมันต้องใช้เวลาเดินทางจากโตเกียว ไปจ.อาโอโมริประมาณ 9 ชั่วโมงได้
พี่แมวจึงขับรถบนทางด่วนด้วยความเร็วสูง...ประมาณ 140 กม./ชม. เหอๆ

ทันใดนั้นก็มีเีสียงรถตำรวจ หวอๆๆๆๆๆๆๆ ตามมาพร้อมประกาศให้หยุด
สร้างความตระหนกตกใจให้ชาวคณะเป็นอย่างมาก

ตอนแรกก็วางแผนไว้อย่างดีว่าให้ทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องไปนะฮะๆ
(มีคนญี่ปุ่นร่วมทริปหนึ่งคน..บอกให้นั่งเงียบๆ เหอๆ)

แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการโดนปรับไปได้ เนื่องจากเค้ากำหนดให้ขับ 80 ล่อไปซะ 140
ดีนะที่ตอนนั้นเค้าตรวจจับได้แ่ค่ 110 เหอๆ

โดนปรับไป 25,000 เยน...หารกันไปช่วยกันออกคนละ 4,500

หลังจากนั้นพี่แมวก็ไม่ขับรถเร็วอีกเลย...ไปถึงอาโอโมริก็เกือบทุ่มละ เหอๆๆๆๆๆๆ

ว่าด้วยเรื่องตำรวจและกฎหมาย
คนไทยที่ญี่ปุ่นรู้ดีนะคะว่าเค้าเคร่งครัดมาก
แถมค่าปรับแพงหูฉีกกันเลยทีเดียว

ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตาม ชอบดื่มแค่ไหน ถ้าขับรถมาวันนั้นห้ามดื่ม
เพราะถ้าถูกจับได้นะเธอเอ๋ย....
เสียค่าปรับแพงกว่าค่ารถเสียอีก

ดังนั้นเราจึงไม่เห็นว่ามีคนเมาแล้วขับ ขับไปจนตำรวจขาขาด แล้วบอกว่าก้มเก็บของ
เรื่องแบบนั้นไม่มีเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นแน่นอนค่ะ

ล่าสุดมีเพื่อนคนหนึ่งที่ญี่ปุ่นได้มีโอกาสไปนั่งรถตำรวจเล่นมา
(แถมเก็บภาพมาฝาก...หุหุ)
Photobucket

เนื่องจากลืมไปต่ออายุบัตรต่างด้าว แถมวันนั้นลืมพาสปาร์ตไว้ที่มหาลัย
แล้วเข้ามหาลัยไม่ได้เพราะเค้าจัดสอบเอนท์พอดี (อะไรจะซวยซ้ำซ้อน..)
ได้ไปนั่งรถตำรวจเล่นๆ แล้วไปนั่งเล่นๆในโรงพักอยู่วันนึง เหอๆ
Photobucket

วันนี้ขอลาไปด้วยภาพโรงพักค่ะ
อย่าลืมรักษากฎหมายกันด้วยนะคะ
Photobucket

Sunday, January 10, 2010

ได้ลงหนังสือ (โดยไม่ได้ตั้งใจ)

จากที่เคยเขียนบล็อคไว้เมื่อต้นเดือน ตค.ที่ผ่านมาว่าได้ไปดูเดี่ยวไมโครโฟนของโน้ส อุดมที่โตเกียวก่อนที่จะกลับมาเมืองไทย
(http://sweet-choco-cookie.blogspot.com/2009/10/nakano.html)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเก๋ที่ J-education ส่งเมจเสจมาบอกว่าเห็นโบว์ลงหนังสือ
ตอนแรกก็งงๆ ไปลงหนังสืออะไรตอนไหนหว่า (ถ้าไม่นับหนังสือ J-education นะ ฮ่าๆ)
เก๋ก็บอกว่าลงหนังสือเกี่ยวกับโน้ส อุดม...อ๋อ ตอนนั้นนั่นเอง

เลยรีบแจ้นไปซื้อหนังสือเลย ซึ่งหนังสือที่ว่าคือ "ฮิกาซีน"
Photobucket

ซึ่งเป็นฉบับพิเศษ แพงกว่าปกติ เล่มละตั้ง 250 -"-
แต่เอาเหอะ มีรูปลง (จริงๆแล้วไม่ได้สนใจเนื้อหาในหนังสือเลย เหอๆ)

เปิดเข้าไปดูก็เจอคอลัมน์นี้
Photobucket

พลิกไปพลิกมา เจอแล้วววว รูปใหญ่ด้วย (แต่หน้าหมูใหญ่กว่า...โกงอ่าาาา)
Photobucket

พี่อ้วนก็มีนะคะ...แต่เกือบตกสันหนังสือแหนะค่ะ 5555+
Photobucket

สรุปเสียไป 250 ... มีรูปลงสองรูป
แต่ก็ซื้อมาเนอะ เหอๆ

Tuesday, December 08, 2009

ชวนไปเที่ยวงาน "รำวง BON-ODORI" ค่ะ

Photobucket

สมาคมชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและการกีฬาแห่งประเทศไทย
โดยความร่วมมือกับ สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นในพระบรมราชูปถัมภ์ จะมีการจัดงาน

"รำวง BON-ODORI" ขึ้นที่ สนามศุภชลาสัย สนามกีฬาแห่งชาติ

ในวันเสาว์ที่ 12 ธันวาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.ถึงเวลา 21.00 น

ซึ่งในงานจะมีการแสดงศิลปและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ คือไทย-ญี่ปุ่น ที่สวยงามมากมาย และมีสิ่งหนึ่งที่จะขาดมิได้นั้นคือ รำวงBON-ODORI ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน มีการออกร้านในรูปแบบงานวัดที่เป็นประเพณีนิยมของชาวญี่ปุ่น เมื่อปี 2007 สองปีที่ผ่านมาได้มีผู้ชมเข้าไปเดินชมงานทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่นถึง 25,000 คน

บัตรเข้างานราคา 30 บาทจ้า

ชมภาพงานเมื่อสองปีที่แล้วไ้ด้ที่นี่ค่ะ
http://deltadrive.exteen.com/20071209/review-thai-japan-festival-2007

ใครว่่างๆอยู่ก็ไปเจอกันที่งานได้นะคะ
งานนี้อาจจะหาตัวเจอยากหน่อย เพราะว่าจะไปเป็นอาสาสมัครโดยจะใส่ยูกาตะไปเนียนๆปนเปกะคนญี่ปุ่นไปเลย 555+

แหม...มีชุดอยู่ตั้งสี่ห้าชุด หาโอกาสใส่ได้ยากจริงๆเล๊ยยยยย