Wednesday, June 14, 2017

บันทึก 1 ปีชะนีติดเกาะ


วันนี้เมื่อปีที่แล้ว (จริงๆแล้วก่อนวันนี้สักเดือนนึง) เราตัดสินใจทิ้งชีวิตที่เมืองไทยแล้วลากกระเป๋ามาล่าฝันที่สิงคโปร์ เคยมีคนถามว่าทำไมถึงตัดสินใจมาติดเกาะตอนที่อายุก็เริ่มเยอะแล้ว (เอ่อะ..ช็อก) คือมันเป็นช่วงอายุที่น่าจะเริ่ม settle down กับชีวิตได้แล้วไง การตัดสินใจทิ้งหน้าที่การงานที่เริ่มก้าวไปได้เป็นอย่างดีที่ไทย โพรไฟล์ก็สร้างไว้เยอะแล้ว คนในวงการงานเดียวกันก็เริ่มมีเน็ทเวิร์ครู้จักกันเป็นอย่างดี เหมือนจะเป็นชีวีที่เบิกบาน ... การตัดสินใจครั้งนั้นถือว่าเป็นความตัดสินใจที่ค่อนข้างลำบากพอสมควร แต่ตอนนั้นจำได้เลยว่าถ้าไม่ตัดสินใจก้าวออกมาตั้งแต่วันนี้ ไม่รู้ชีวิตนี้จะได้ออกจากประเทศมาเจออะไรใหม่ๆอีกเมื่อไหร่ ... จับพลัดจับผลูมีสามีขึ้นมาทำไง ไม่ออกจากประเทศแน่นอน 55555
วันนี้เลยขอมาเล่าให้ฟังตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจมาติดเกาะที่สิงคโปร์ และสรุปเล็กๆน้อยๆ ว่า 1 ปีที่ผ่านมาเราได้อะไรมาบ้าง
1. ทำไมถึงตัดสินใจมาติดเกาะ ง่ายๆเลย ตอนนั้นรู้สึกตันแล้วกับหน้าที่การงานของตัวเอง (เรารู้สึกเองนะไม่มีใครทำให้รู้สึก) ตอนนั้นบอกไม่ถูกว่าเราจะเดินก้าวไปข้างหน้าต่อไปได้ยังไงในสายอาชีพ เริ่มมีหลายคนชวนไปทำงานด้วยกัน แต่ตอนนั้นก็ถามตัวเองนะว่าถ้าเราจะก้าวหน้ามันต้องมีอะไรมากกว่าการย้ายบริษัท .... ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ..หางานต่างประเทศเลยละกัน เราทำงานเกี่ยวกับ communication / marketing อยู่แล้ว มันจะมีอะไรที่จะดีไปกว่าการก้าวข้ามตลาดของเราเองแล้วไปศึกษาตลาดต่างประเทศบ้าง เลยเริ่มๆหางานค่ะ ตอนนั้นหาที่สี่ที่เป็นหลัก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน แล้วก็โตเกียว มีสัมภาษณ์มาแล้วทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง แล้วก็โตเกียว (ส่วนไต้หวันยากมาก เพราะเราไม่ได้ภาษาจีน) สรุปว่าได้งานที่สิงคโปร์ก่อนก็เลยตัดสินใจมา
2. เคยมีคนถามว่าหางานได้ไงที่สิงคโปร์เก่งจัง ... คนที่อยากมาทำงานที่นี่ขอแนะนำอย่างแรงกล้าเลยค่ะว่าให้สร้างโพรไฟล์ Linkedin ไว้ อย่าลืมว่าเราไม่ได้หางานอยู่คนเดียว เราต้องทำตัวให้ visible ในหมู่ recruiter / headhunter ด้วย เหล่าบุคคลเหล่านั้นจะคอยสอดส่องโพรไฟล์ของคนทั้งหลายบน Linkedin กันเป็นประจำทุกวัน จะบอกว่างานที่ถูกเรียกสัมภาษณ์ทั้งหมดในข้อ 1 เป็นงานที่ได้จาก headhunter ที่เจอโพรไฟล์ของเราจาก Linkedin ทั้งหมด โชคดีที่ได้ภาษาญี่ปุ่นอีกภาษาด้วยถือว่าเป็น advantage ของเรามากๆ เพราะคนที่ได้ trilingual มันไม่เยอะ (ต้องขอขอบคุณปะป๊าและมะหมี่มา ณ ที่นี้ที่ให้เราไปอยู่ญี่ปุ่นในวันนั้น) เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าจะหางานใหม่ อย่าลืมทำโพรไฟล์ Linkedin ไว้นะคะ แล้วเข้าไปเช็คบ่อยๆ ถ้าเรา active บ่อยๆ โพรไฟล์เราจะยิ่งมีคนเห็นมากขึ้น
3. จำได้ว่าคืนก่อนที่จะเดินทางมาสิงคโปร์ นอนร้องไห้อ่ะ ... คือวินาทีที่จะย้ายมาจริงๆแล้วมันทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัว ทั้งไม่มั่นใจ ปะป๊ายังพูดเลยว่ามันเหมือนโมเม้นท์ที่ส่งเราไปเรียนที่ญี่ปุ่นครั้งแรก (ก็เอ่อ..สิบกว่าปีมาแล้ว) และครั้งนี้ไม่เหมือนตอนไปเรียนต่อนะ โตแล้ว ออกมาทำงานเมืองนอกคนเดียว ไม่มีใครมาช่วยเหมือนตอนเป็นนักเรียนแล้ว ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเอง แต่ตัดสินใจไปแล้ว ถอนตัวไม่ได้แล้ว ยังไงก็ต้องไป และแล้ววันนี้เมื่อปีที่แล้วก็มาถึง ... วันนี้เราขึ้นเครื่องบินมาอยู่ที่นี่
4. มาอยู่แล้ว culture shock มั้ย จริงๆแล้วไม่ช็อคเท่าไหร่ เพราะตอนทำงานก็มา business trip ที่สิงคโปร์บ่อยมาก คือนอกจากโตเกียวแล้วก็สิงคโปร์นี่แหละที่หลับตาเดินได้ แต่สิ่งที่ไม่เรียกว่าช็อค แต่เรียกว่าเสียเซลฟ์ดีกว่า คือ เรื่องความสามารถภาษาอังกฤษของเรา
5. จากคนที่เคยคิดว่าภาษาอังกฤษชั้นเนี่ยแหละหนึ่งในตองอูนะเว้ยเฮ้ย สอบเอ็นท์ได้อังกฤษยังเกือบเต็ม (ใข่ค่ะรุ่นสอบเอ็นท์ค่ะ...รู้อายุเลยสินะ) สอบ TOEIC ยังตอบผิดไปข้อเดียว ก่อนมามั่นใจมากกกกกก สบายยยยยยยย ... แต่มาถึงแล้วมันไ้ม่ใช่ยังงั้นหว่ะแก คือพอตอนเรียน ตอนอ่านหนังสือ ตอนเขียน thesis ตอนทำข้อสอบมันไม่เหมือนกัน รู้สึกเลยว่ามาอยู่นี่ทำไมภาษาชั้นง่อยจังอ่ะ อาจจะเป็นเพราะคำศัพท์ที่ใช้ตอนทำงานกับที่เคยใช้มาตลอดชีวิตมันคนละอย่างกันเหวย แล้วนึกออกมั้ยเราอ่ะไม่ใช่คนพูดน้อยนะ แต่เวลาอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วย English Native Speakers ทั้งอังกฤษ อเมริกา สิงคโปร์ หรือแม้แต่อินเดีย ดิชั้นตัวลืบมากกกก เห้ยยย คือไม่ได้ไม่มีความเห็นไง แต่พูดไม่ทันไงแกกกกกกกกก
6. หลายคนอาจจะสงสัยว่าอยู่สิงคโปร์แพงมั้ย บอกตรงๆนะคะว่า ... ก็แล้วแต่ว่าอะไร มันมีหลายอย่างนะที่แพงกว่าเมืองไทยเยอะ เพราะอย่างว่าประเทศเค้าเป็นเกาะไง ที่มันก็น้อย ผลิตอะไรมาเองก็ไม่ค่อยได้ น้ำเปล่ายังต้องอิมพอร์ตมาจากมาเลย์เลย มีครั้งนึงปุ่มกดส้วมที่บ้านพัง...ซีดเลยค่ะ ค่าอะไหล่บวกค่าบริการแพงมากกกก (ความเดิมตอนที่แล้ว http://bit.ly/2rS4vSD) แต่บางอย่างที่จะบอกว่าจริงๆแล้ว เห้ย มันโอเคนะ มันไม่ได้แพงขนาดนั้น อย่างเช่น อาหาร หลายคนคิดว่า เห้ย อยู่ได้ไงอาหารแพง .... แต่ขอบอกว่าถ้ามาอยู่จริงๆมันสามารถหาได้นะอาหารที่มันไม่แพงอ่ะ แบบ S$3-4 (75-100 บาท) เนี่ยหาได้ง่ายๆ เหมือนกินข้าวกลางวันที่ food court central world เลยอ่ะแก ค่าเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะก็ถูกมาก เราใช้เดินทางไป-กลับที่ทำงาน (ถ้าไม่ได้ไปไหนต่อ) ก็ตกอยู่ที่วันละ S$2 (50 บาท) เอง แล้วรถสาธารณะมันไม่ได้ง่อยๆนะ คือดี คือตรงเวลา เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ดีมากๆ
7. แต่เหล้าแพง ... ก็ดีกินเหล้าน้อยลงไปโดยปริยาย ประหยัดตังค์ หะๆ
8. นอกจากการเดินทางสะดวกแล้ว จริงๆสิ่งที่ดีมากเวลามาอยู่ที่นี่คือมันปลอดภัยมาก คือที่นี่ทุกคนเกรงกลัวกฎหมาย (ถึงแม้ว่ามันจะมีกฎหมายแปลกประหลาดบ้างหลายข้อ เช่น ไม่กดส้วมสาธารณะโดนจับได้ ไว้วันหลังจะมาเขียนให้อ่าน) ไปเดินพวกตลาด หรืออีเว้นท์ที่มันเบียดๆนะไม่ต้องมีใครประกาศเหมือนศูนย์สิริกิติ์นะว่าระวังกระเป๋าสตางค์ มันโอเคจริงๆแก คือตอนที่มาแรกๆเกือบโดยเอเจ้นท์บ้านหลอกกินตังค์ไปฟรีๆ (ความเดิมตอนที่แล้ว http://bit.ly/2rRX25Y) ตอนแรกก็รู้สึกแย่มากแต่พอเพื่อนโทรไปจัดการว่าจะแจ้งตำรวจก็คดีพลิกทันทีได้เงินคืนง่ายๆซะงั้น คือแบบ เฮ้ย..คนที่นี่เค้ามีความเกรงกลังกฎหมายจริงๆ
9. มีอย่างนึงที่ชอบมากคือการข้ามถนนทางม้าลายไม่ต้องมองซ้ายมองขวา ข้ามได้เลย รถหยุดให้ ไม่โดนรถชนตายแน่นอน ... อันนี้ทำให้คราวก่อนกลับเมืองไทยมีความเก้ๆกังๆในการเดินข้ามทางม้าลายเล็กน้อย สกิลการข้ามถนนลดลง
10. มาพูดเรื่องภาษากันบ้าง มีคนถามหลายคนมาก เห้ย ไหวเหรอ ... ฟัง Singlish ออกเหรอ ก็ยอมรับกันตรงๆว่าตอนแรกขำมากกกก คือฟังไม่ออกกกก พูดอะไรกันเหรอแกร๊ แต่ไปๆมาๆก็ฟังรู้เรื่องละ ตอนนี้รู้บริบทการใช้ Lah / Lor / Leh และ (มันมีมากกว่า Lah เยอะนะจริงๆแล้ว) แล้วก็มีความอะเมซิ่งหลายๆอย่าง คือคำศัพท์บางคำที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเรารู้เรื่องนะ เพราะมันมีรากภาษามาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน (ญาติกับแต้จิ๋ว) เช่น ก๋วยเตี๋ยว เก้าอี้ หรือแม้แต่คำบางคำที่ไม่รู้มันคือภาษาอะไรเราก็มารู้ที่มาที่นี่ เช่น เราเข้าใจว่า "คริสตัง" คือคนคาทอลิกเฉยๆมาตลอก (แบบคริสเตียน คริสตัง) แต่จริงๆแล้วมันมาจากคำว่า Kristang คือ คนที่เป็นลูกผสมสืบเชื้อสายมาจากโปรตุเกส และมะละกา
11. มันให้ความรู้สึกต่างจากตอนไปอยู่ญี่ปุ่นมากนะ เพราะถึงแม้เราจะรู้สึกว่าญี่ปุ่นใกล้ตัวเรามาก เพราะเรารับวัฒนธรรมป็อปจากญี่ปุ่นมาแต่เด็ก แต่จริงๆแล้วมันแตกต่างจากรากเหง้าเรามาก ตอนที่เราไปญี่ปุ่นคือเริ่มใหม่หมดทุกอย่าง ต้องเข้าใจอะไรใหม่หมดทุกอย่าง พอมาอยู่นี่กลับรู้สึกเหมือนเราได้ต่อยอดความรู้จากสิ่งที่เรารู้มาแล้ว เราได้ discover สิ่งที่เรารู้มาก่อนแต่รู้ไม่ลึกอ่ะ มันให้ความรู้สึกฟินกันคนละแบบนะ
12. มาอยู่ที่นี่เราจะงงมาก คืองงมากว่าเราอยู่ประเทศอะไรวะ เดินไปกลางถนนนะจะมีคนพูดภาษานั่นนี่ ภาษาอะไรก็ไม่รู้อ่ะ เดินสวนเราไปตลอดเวลา คือที่นี่มัน mix มาก mix มากมากกกกกก นอกจากดั้งเดิมที่มีคนหลายชาติพันธุ์มาอยู่รวมกันแล้ว เนื่องจากนางเป็น regional hub ของภูมิภาคนี้เลยมีคนต่างชาติมาอยู่เยอะมากมากกกกกกกก
13. ความยากลำบากของการอยู่ที่นี่มีสิ่งหนึ่งที่รู้สึกมาก คือเรารู้สึกว่าเราด้อยอ่ะ เรารู้สึกเลยนะว่าเราไม่เก่งพอ คืออย่างที่บอกว่าที่นี่เป็น regional hub มันก็จะรวมคนเจ๋งๆ มาอยู่ที่นี่ เรากลายเป็นเห็บหอยไปเลย คือเรารู้สึกตัวเล็กมากเมื่อเที่ยบกับคนที่นี่ ขนาดไปยิมนะ ตอนแรกเราคิดว่าเราเนี่ยแหละแข็งแรงมาก มาเจอสาวสิงคโปร์เท่านั้นแหละ อีบ้า...เอาแรงมาจากไหนวะแก อย่าว่าแต่คนต่างชาติที่มารวมกันที่นี่เลย คนสิงคโปร์เองพวกนางก็เก่ง เคยอ่านบทความนึงบอกว่าคนสิงคโปร์จริงๆแล้วไม่เยอะที่มีประสบการณ์ไปเรียนหรือทำงานที่ต่างประเทศ แต่ที่พวกนางเก่งขนาดนี้ต้องชมระบบการศึกษาของนางนะ มหาลัยนางติดอันดับโลกนะจ๊ะ คือมันทำให้เราท้อใจในระดับหนึ่งนะ แบบเราทิ้งความเจ๋งที่เราเคยทำไว้ที่ไทยมาหมดเลยแล้วมาเริ่มใหม่แบบนี้เราคิดถูกหรือเปล่าแต่ตอนนี้คิดได้และ คิดว่ามันเป็นแรงฮึดให้เรารู้สึกว่าเราอยากเก่งกว่านี้ อยากทำได้มากกว่านี้ อยากแข็งแรงกว่านี้ ฮึบๆ บอกตรงๆว่าก็เริ่มหางานใหม่มาสักพักละ เห็นท้อมาแล้วหลายลูก แต่ก็ไม่ยอมแพ้หรอก จะหน้าด้านส่งใบสมัครต่อไปนี่แหละ มันต้องได้สักที่แหละวะ!
14. เรื่องร้ายๆก็มีนะไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่ว่าจะชื่นชมอะไรพวกนางขนาดนั้น อย่างที่เล่าไปข้อก่อนๆ แล้วเรื่องเกือบโดนโกง และความแพง มาอยู่ที่นี่มันมีความรู้สึกแย่หลายอย่าง อย่างเช่น ในการที่เราเป็นคนไทย เป็นผู้หญิงไทยอ่ะ คือ sterotype มันก็ถูกมองแย่ไประดับนึงแล้ว เคยไปดู stand up comedy ครั้งนึงแล้วนางถามเราว่าเรากับเพื่อนที่ไปด้วยกันเจอกันที่ไหน Orchard Tower หรือเปล่า (Orchard Tower คือแหล่งร่วมการค้าบริการที่คิดว่าน่าจะถูกกฎหมาย) เพียงเพราะว่านางรู้ว่าเราเป็นคนไทย แต่คนสิงคโปร์ที่ชอบเมืองไทยมากๆ ชอบคนไทยมากๆก็มีนะ คนสิงคโปร์พูดไทยได้ ชอบดูหนังไทย ละครไทยคือมีเยอะจริงๆ เราว่ามันก็แอบปะปน หรือเรื่องความเปิดกว้างทางความคิดนางไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่นะพูดเลย อย่างสื่อนางก็โดนคุมโดยรัฐบาลอย่างหนัก (ไม่แน่ใจว่าคุมไปถึง social media / online หรือเปล่า) หรือล่าสุดที่ Facebook เปิดให้ใช้ปุ่มสายรุ้งเพื่อเดือน LGBT ที่นี่นางก็ไม่เปิดให้ใช้นะจ๊ะ นางยังรับไม่ได้เรื่องนี้ ... เราเลยไม่มีสายรุ้งใช้ไปด้วยเลย T T
15. สุดท้าย ... คุ้มมั้ยมาอยู่ที่นี่ ก็คุ้มนะ...ถ้าเรื่องเงินตอนแรกคิดนะ โหเงินเดือนหลักแสน สบ๊ายยยยย แต่จ่ายค่าบ้านไปก็ไม่ค่อยสบายละ สรุปเหลือเงินเก็บนิดเดียว แต่เนื่องจากค่าครองชีพเนี่ยแหละถ้าเราประหยัดๆหน่อย เราสามารถเจียดเงินเดือนเราไปซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น ฮ่องกงไรงี้ได้เเลย (ถ้าอยู่ไทยอาจต้องอดออมสักสามสี่เดือน) ไม่ต้องไปยุ่งกับเงินเก็บเลยนะ หลายคนบอกว่าสิงคโปร์น่าเบื่อประเทศเล็กนิดเดียวไม่มีไรทำ ธรรมชาติอะไรก็ไม่มี แต่จริงๆแล้วมันมีอะไรให้ทำเยอะนะ เราว่าขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนแบบไหน ถ้าแอคทีฟๆแบบเราเนี่ย ยังไงก็ต้องหาอะไรทำ ไม่เบื่อหรอก สนุกจะตาย (อีกอย่างมีตังค์บินไปเที่ยวประเทศใกล้ๆได้ ไม่แพง) คุ้ม!
โห...เลื่อนกลับไปดูยาวมากเลยอ่ะ ถ้าใครอ่านมีถึงตรงนี้ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้อ่านบทสรุป 1 ปีของชีวิตเราในสิงคโปร์จบแล้ว 55555 เราก็ยังจะอยู่ต่อไปนะ ไม่รู้อยู่ถึงเมื่อไหร่ อาจจะอยู่จนถึงตอนที่รู้สึกว่ามันไม่มี room ให้เติบโตต่อแล้ว หรือว่ามีโอกาสอื่นที่เจ๋งกว่ารออยู่ อีกอย่างเซ็นสัญญาบ้านไปและ อย่างน้อยก็ต้องห้ามออกจากเกาะนี้ไปอีกหนึ่งปีแหละ 55555
ขอบคุณที่ติดตาม และมาติดตามกันต่อไปน้าาาาา <3 span="">

ปล. สามารถติดตามรายละเอียดทุกซอกทุกมุมของสิ่งที่เราทำได้ที่เพจ Boring Singapore เผื่อใครยังไม่รู้ว่าทำเพจมาปีนึงและ 55555



Sunday, September 20, 2015

40 สิ่งที่คนไทยที่ (เคย) เรียนที่ญี่ปุ่นเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

เพิ่งได้อ่านบทความ 24 things only Thais who have studied in the UK will understand มาแล้วรู้สึกว่า จริงๆแล้วคนไทยที่เรียนที่ญี่ปุ่นนั้นจริงๆแล้วมันมีเรื่องประหลาดให้เล่า ให้ฟังเหมือนกัน …. เลยขอเป็นกระบอกเสียง (อีกแล้ว) แทนทุกท่านลิสต์ 40 ข้อนี้ขึ้นมา จริงๆถ้าเขียนสัก 20 ข้อก็จะใส่รูปให้มันสวยงามอยู่หรอก แต่นี่มันตั้ง 40 ข้อ ใส่รูปไม่ไหวจ้า 5555555+

ใครมีเพิ่มเติมเม้นท์ได้เลยนะคะ เผื่อจะได้สัก 100 ข้อ 5555+

cover.jpg

  1. คุณไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฤดูใบไม้ผลิคนเป็นหวัดกันเยอะจัง … จนคุณอยู่ญี่ปุ่นมาได้ 2-3 ปี หน้ากากอนามัยก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ เพราะจริงๆแล้วมันไม่ใช่หวัด แต่มันคือการแพ้เกสรดอกไม้!!
  2. ถ้าคุณเรียนคอร์สอินเตอร์ สิ่งที่คุณรู้สึกลำบากมากในช่วงแรกๆ คือการฟังสำเนียงภาษาอังกฤษของอาจารย์ ซึ่งตอนหลังคุณแทบจะพูดสำเนียงนั้นได้เลย
  3. คุณเป็นคนกินเหล้าไม่ค่อยเก่ง จนวันที่อาจารย์ชวนคุณไปปาร์ตี้โนมิโฮได (ดื่มไม่อั้น)
  4. ปาร์ตี้ของคุณและเพื่อนส่วนใหญ่จะไปจบลงที่ร้านคาราโอเกะ
  5. คุณไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ปาร์ตี้ให้จบในที่เดียว จน “นิจิไก” (ปาร์ตี้ต่อรอบสอง) กลายเป็นคำพูดที่คุณมักจะเอ่ยขึ้นมาเอง
  6. จักรยานแม่บ้านกลายเป็นพาหนะประจำกายของคุณ
  7. คุณมักจะขึ้นหรือเปลี่ยนสายรถไฟผิดเสมอ ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีคุณก็ยังเปลี่ยนผิดอยู่
  8. คุณเริ่มคุยโทรศัพท์ไปโค้งให้โทรศัพท์ไป
  9. เพื่อนที่จะมาเที่ยวญี่ปุ่นมักจะให้คุณแนะนำร้านอาหารให้ ซึ่งคุณจะลำบากใจมากเพราะปกติคุณกินแต่ข้าวโรงอาหาร
  10. ร้านเอเชียซูเปอร์สโตร์เป็นที่ที่คุณมักจะเซอร์ไพรส์เสมอเมื่อคุณได้เข้าไป (หรือเข้าไปดูในเว็บ) เพราะคุณจะได้พบของไทยหลากหลาย กระทั่งข้าวหลาม หรือหนังสือคู่สร้างคู่สม
  11. เวลาไปร้านอาหารไทยคุณมักจะบอกแม่ครัว หรือพนักงานเสิรฟ์ว่า “ขอรสชาติแบบคนไทย”
  12. คุณเริ่มฝึกทำอาหารไทยยากๆเพราะคุณคิดถึงอาหารไทยมาก หรือไม่ก็มักจะไปกินข้าวบ้านเพื่อนคนไทยที่ทำอาหารเก่งแทน
  13. ปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนของคุณมักจะจบลงด้วยการนั่งหน้าหม้อไฟฟ้า ต้มนาเบะ (หม้อไฟ) กินร่วมกัน
  14. เมื่อคุณเริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นได้ คนญี่ปุ่นมากจะพูดกับคุณว่า “日本語上手ですね!” (ภาษาญี่ปุ่นคุณเก่งมากๆ) ทั้งๆที่คุณเพิ่งพูดได้แค่สั่งอาหาร และเก็บตังค์
  15. คุณเริ่มหาวิธีการหลบหลีกการจ่ายเงินให้คุณลุง NHK ทั้งการฝึกพูดว่า “I don’t speak Japanese” หรือการพยายามบอกว่า โทรทัศน์เสีย
  16. คุณเริ่มรู้สึกว่าการลงทะเบียนไปร่วมงาน TSAJ Ski Trip ของสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก  สิบนาทีเต็มเป็นไปได้ยังไง
  17. โคทัตสึ และผ้าห่มไฟฟ้ากลายเป็นอุปกรณ์คลายหนาวที่สำคัญของคุณในหน้าหนาว
  18. ถุงโชคดีเป็นสิ่งที่คุณปรารถนาเมื่อก้าวเข้าสู่วันปีใหม่ เพราะมันคุ้มมากมากกกก
  19. คุณเริ่มมีความอดทนในการต่อแถวมากขึ้น
  20. คุณมักจะวิ่งออกจากรถไฟไปรับโทรศัพท์ พร้อมกับเข้าใจว่า Manner Mode คือการปิดเสียงโทรศัพท์ในรถไฟไม่ใช่การมีมารยาทอย่างอื่น
  21. คุณเริ่มเคยชินกับแผ่นดินไหวเพราะมันเกิดขึ้นทุกวัน เวลาเกิดขึ้นตอนนนอนคุณจะเริ่มรู้สึกว่า เออดี...เหมือนมีคนมาเขย่าเปลกล่อมให้นอน เอ่เอ๊
  22. คุณเคยประหลาดใจว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงหลับแล้วตื่นมาตรงสถานีที่จะลงตลอด จนคุณเริ่มทำได้เอง
  23. ไม่ว่าคุณจะพูดกับใครก็ตามคุณมักจะหลุดคำว่า “เดโช้ว” “โยโรชิคุ” หรือ “อี้เน้”
  24. สำหรับคนโสด คุณมักจะอยู่บ้านในวันคริสต์มาสอีฟ และวันวาเลนไทน์
  25. คุณเริ่มมีภูมิต้านทานในการไม่นอนจนถึงเช้าด้วยสองเหตุผล คือ หนึ่งคุณนั่งปั่นงานวิจัยยันเช้า หรือสองคุณไปปาร์ตี้จนพลาดรถำฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้าน
  26. คุณไม่เคยรู้มาก่อนว่าหน้าร้อนของญี่ปุ่นนั้นร้อนมาก จนบิลล์ค่าไฟมาถึง … หลังจากนั้นคุณก็เลยไปซื้อพัดลมมาใช้แทนการเปิดแอร์ หรือไม่ก็ไปนอนตากแอร์ที่แล็ปทุกวันแทน
  27. คุณแทบไม่ไปหาหมอที่ญี่ปุ่นเลยถ้าไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เพราะการหาหมอที่นี่มัน เอิ่ม…
  28. หมอฟันก็เช่นกัน
  29. เพื่อนคนไทยที่จบหมอมาแล้วไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจึงมักจะเป็นที่พึ่งของคุณ
  30. คุณไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำ เพราะตามสถานีรถไฟหรือร้านสะดวกซื้อก็จะมีห้องน้ำให้คุณเข้า
  31. คุณรู้สึกเขินอายมากในตอนแรกๆที่ต้องยกถ้วยซุปขึ้นมาซด หรือการสูดเส้นราเม็งเสียงดัง …. จนตอนหลังคุณดันเอากลับมาทำที่ไทยด้วย
  32. รวมถึงคุณเขินอายสุดๆในครั้งแรกที่คุณต้องแก้ผ้าเข้าออนเซ็นร่วมกับเพื่อนๆ … จนเวลาผ่านไปคุณก็แก้ผ้าเข้าออนเซนแถมเม้าท์มอยกับเพื่อนพลาง แช่น้ำพลางเป็นชั่วโมง ปราศจากความเอียงอายอีกต่อไป
  33. ถ้าคุณเรียนที่โตเกียวคุณจะถนัดยืนชิดซ้ายบนบันไดเลื่อน ถ้าคุณไปเรียนที่โอซาก้าคุณจะถนัดยืนชิดขวา แต่ถ้าคุณไปเรียนทีเกียวโตคุณจะไม่ถนัดด้านไหนเลย
  34. คุณกะเวลาในการเดินทางได้เก่งมากเพราะทุกอย่างมีตารางเวลา แถมมาตรงเป๊ะ แม้กระทั่งรถเมล์ แต่ทุกอย่างพังทลายลงเมื่อคุณกลับมาเมืองไทย….
  35. คุณเดินได้อึดมากขึ้นมากๆ จนหลายๆคนมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง
  36. คุณยืนจ้องให้ประตูรถแท็กซี่เปิดเอง แถมจำกลับมาใช้ที่ไทยด้วย จนคนขับแท็กซี่ด่า
  37. คุณชินกับการมีบัตรใบเดียวขึ้นรถไฟสายไหนก็ได้ รถเมล์สายไหนก็ได้
  38. แถมคุณยังชินกับการที่ทุกอย่างอัตโนมัติ ทั้งประตูเปิดเอง น้ำก๊อกไหลเอง หรือแม้แต่ส้วมยังเปิดฝาได้เอง
  39. ตอนแรกคุณไม่คิดว่าจะมีเพื่อนคนไทยมากมายเพราะกลัวจะไม่ได้ภาษา แต่เพื่อนคนไทยกลับเป็นเพื่อนที่คุณรักมากที่สุด ไม่ว่าจะกลับมาเมืองไทยแล้วก็ตาม
  40. คุณมักจะติดปากและพูดออกมาเสมอเวลาคุยกับใครก็ตามว่า “ตอนที่เราอยู่ญี่ปุ่นนะ….” เพราะช่วงเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำของคุณ :)