Sunday, December 24, 2017
รีวิวชะนีไทยหางานใหม่ในสิงคโปร์
หลังจากที่เคยเขียนบทความยาวๆเมื่อครึ่งปีที่แล้วเรื่องรีวิวชีวิต 1 ปีในสิงคโปร์ไปแล้ว ผ่านมาสักระยะหนึ่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิตเราค่ะ คือเมื่อสองเดือนที่แล้ว (ปลายเดือน ต.ค. 60) ทางบริษัทที่เราทำงานอยู่ก็โทรมาบอกว่า สำนักงานใหญ่ที่ฝรั่งเศสตัดสินใจที่จะปิด regional office ที่สิงคโปร์เป็นการถาวร และจัดปิดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธ.ค. 60 โดยบริษัทเสนอให้เราไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ในปารีสแทน กำลังพักผ่อนอยู่ที่กทม.ตอนนั้นถึงขึ้นสำลักน้ำต้มแซ่บกนระดูกหมู!.... หลังจากวางโทรศัพท์ไปก็เกิดอาการช็อกไปขณะหนึ่ง เอายังไงดีจะอยู่สิงคโปร์หรือไปปารีสดี (เรื่องปารีสขอไม่ลงรายละเอียดมากเพราะมันก็มีกระบวนการคิดเยอะอยู่ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปแล้วตั้งหน้าตั้งตาหางานที่สิงคโปร์ต่อค่ะ)
คือจริงๆแล้วเราก็หางานใหม่มาสักระยะแล้วล่ะ เพราะงานที่ทำอยู่ก็ไม่ค่อยแฮ็ปปี้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ active มาก เพราะเวลาไปสัมภาษณ์ก็ต้องแอบๆไป ชีวิตดูลำบาก หลังจากนี้คือต้อง active มากๆแล้วสินะ หลังจากดึงสติอยู่ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็บอกตัวเองว่า ไม่ได้ละ! ต้องรีบ action ทันที เวลาเรามีไม่มาก บ้านก็ยังติดสัญญาเช่าอยู่ และอื่นๆอีกมากมายที่เป็นแรงผลักดันให้ต้องเริ่มทันที!
หลังจากนี้จะขอเล่า 13 วิธีการและขั้นตอนในการหางานของเราในระยะเวลาที่โคตรจำกัด ซึ่งในระยะเวลาสองเดือนเราสามารถเข้าสัมภาษณ์งานกับบริษัททั้งหมดเกือบ 20 บริษัท (ไม่เว่อร์) และสุดท้ายได้รับ offer มา 2 ที่ (ขณะนี้ยังมีคนเรียกสัมภาษณ์อีกเรื่อยๆ และอีก 3-4 ที่ที่กั๊กผลไว้ไม่ยอมประกาศเสียทีเลยไม่รู้ว่ายังไง) แถมยังเป็นช่วงปลายปีที่ตลาดงานเงียบสงัด เผื่อว่าใครที่ประสบปัญหาจู่ๆบริษัทปิดตัว หรือถูกเลย์ออฟขึ้นมาจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง คิดว่าวิธีการนี้น่าจะสามารถปรับใช้ได้ในทุกประเทศนะคะ หวังว่าประสบการณ์ของเราจะเป็นประโยชน์กับทุกคน
1. #ดึงสติก่อน : ขั้นแรกที่ต้องทำเลยต้องห้าม Panic รวบรวมสติให้ดี เครียดได้แต่ห้ามสติกระเจิง พยายามอย่าคิดว่าทำไงดีๆ แต่ต้องเริ่มทำเลย เวลาเราไม่มีไม่มาก เราไม่มีเวลาจะมา freak out พอเราได้ข่าวปุ๊บเราก็เริ่มแพลนและหาทางออกทันทีค่ะ
2. #BePositive : อีกอย่างที่สำคัญมากคือต้องมองโลกในแง่ดีไว้ ปะป๊าเคยบอกเราว่าตอนเช้าของทุกวันให้มองกระจกแล้วบอกตัวเองว่าเราทำได้ เราทำได้ เหมือนสะกดจิตตัวเองไว้ทุกวัน อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะทำไม่ได้ แผน 2 มีได้ แต่ต้องทำแผนแรกให้เต็มที่ที่สุด
3. #วางแผนสองไว้ด้วย : ลองคิดวางแผนว่าสมมติว่าถ้าเราหาไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดเราจะทำยังไงดี ตอนนั้นเราก็คิดไว้ว่าเราต้องหางานให้ได้ภายในเดือน ม.ค. (เพราะหลังจากบริษัทปิดแล้ว เรายังสามารถอยู่ในสิงคโปร์ได้อีก 1 เดือนตามกฎหมาย) ถ้าหาไม่ได้ก็อาจจะกลับไทยแล้วค่อยคิด เราไม่อยากวางแผนยาวเพราะมันจะ distract แผนแรกที่เราคิดไว้ มีแผนสำรองไว้ดีนะ แต่อย่าคิดเยอะมากเพราะไม่งั้นปวดหัวและจะเครียดเกินความจำเป็น คิดไว้คร่าวๆแต่ไม่ต้องลงรายละเอียดนะ
4. #เช็คLinkedin : ขอบอกเลยว่าหลักๆที่เราสามารถหางานได้ก็จาก Linkedin เนี่ยแหละ (มีใช้ glassdoor บ้างนิดหน่อย) มัน effective มากจริงๆ เพราะ recruiter จากทั่วโลกรวมตัวกันอยู่ในนั้น เราต้องทำตัวให้มีตัวตนนอกจากเราหางานแล้วเราต้องให้คนหาเราให้เจอด้วย ใครยังไม่มี Linkedin รีบสร้างเลยตั้งแต่วันนี้ อันนี้บอกจริงๆไม่ได้โฆษณา
5. #เช็คJob : อันนี้ขอบอกว่าเป็นส่ิงที่เราทำจนเป็นนิสัยเลยค่ะ ทุกเช้าเราจะเข้ามาแล้วก็เช็ค Section Job ใน Linkedin นอกจากตำแหน่งที่ระบบจะ recommend ให้เราทุกวันแล้ว เราต้องลอง search หาเองด้วย คีย์เวิร์ดที่เรามักใส่ไปในช่อง search คือคำว่า Thai และ Asian Language เพราะเรารู้สึกว่างานที่เราจะมีโอกาสได้มากกว่าคนชาติอื่นๆที่ฟาดฟันหางานกันอย่างบ้าคลั่งคือภาษาไทยนั่นเอง สำหรับคนอื่นๆที่คิดว่าเรามีแต้มต่อด้านไหนก็ให้ใส่คีย์เวิร์ดในช่อง search ไปได้เลยเช่นกันค่ะ
6. #เซ็ทCareerInterest : สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ ใน Linkedin เนี่ยมันมี feature อันนึงชื่อว่า Career Interest จะทำให้เราสามารถเซ็ทได้ว่าขณะนี้เรากำลังเปิดรับงานใหม่อยู่นะจ๊ะแบบลับๆ โดยถ้าเราเซ็ทเปิดไว้ไม่ต้องห่วงว่าคนที่บริษัทจะรู้ เพราะนางจะบล็อคไม่ให้คนที่เขียนโพรไฟล์ว่าทำงานบริษัทเดียวกันรู้ (แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นนางไม่รับรองนะว่าคนที่บริษัทจะไม่รู้ ชีวิตคือความเสี่ยงค่ะ 555)
7. #ติดต่อRecruiter : (recruiter = headhunter) สำหรับคนที่ทำข้อ 4 และ 6 มาแล้วสักระยะ (ซึ่งเราเปิดมานานแล้วเพราะอยากที่บอกว่าหางานใหม่มาสักพักละ) เราก็มี recruiter ติดต่อมาหลังไมค์เยอะพอสมควร แนะนำวิธีการคุยกับ recruiter ที่อาจจะเสนองานมาให้เราแต่เรายังไม่สนใจคือให้ปฏิเสธแบบสุภาพ และให้ keep connection กันไว้ก่อน เพราะเราไม่รู้เลยว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ... พอหลังจากที่เราได้ทราบข่าวเรื่องบริษัทเราก็ส่งเมจเสจไปหา recruiter ทุกคนที่เคยติดต่อเรามาหลังไมค์เลยค่ะ แล้วก็บอกว่าตอนนี้สถานการณ์ของเราทำให้เราต้องรีบหางานด่วน คือขั้นแรกเราต้องเข้าใจก่อนนะว่า recruiter แต่ละคนนางก็ติดต่อคนไว้เยอะ บางคนก็อาจจะเคยติดต่อเรามาแล้วก็ลืมๆเราไปแล้ว การที่เราส่งเมจเสจไปก็จะเป็นการกระทุ้งให้เค้ารู้ว่า เฮ้ยๆ...ชั้นไงจำได้ป่าว แล้วเค้าจะได้ลองเช็คดูว่าใน inventory เค้ามีงานอะไรที่ตรงกับเราบ้าง ... recruiter ทั้งหลายนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้เราได้เข้าส้มภาษณ์งานหลายที่ แต่มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะ ข้อเสียคือบริษัทต่างๆเวลาที่เค้าหาคนส่วนใหญ่แล้วถ้าเราโปรไฟล์พอๆกันกับอีกคนนึงที่สมัครกับเค้าโดยตรงแต่เราถูกส่งไปโดย recruiter เค้าก็จะเลือกคนที่สมัครตรงมากกว่า เพราะเค้าจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่า agency fee ยิ่งถ้าเราเงินเดือนเยอะเท่าไหร่ โอกาสเรายิ่งได้น้อย เพราะค่า fee จะยิ่งสูง เพราะงั้นแนะนำว่าให้สมัครเองให้เยอะที่สุดก่อน ส่วนของ recruiter อาจจะเป็นงานที่ไม่ได้มีประกาศโดยตรง (งานที่ confidential) หรืองานที่เราคิดไม่ถึงว่าเราก็ fit กับตำแหน่งนั้นค่ะ
8. #Connection : ข้อนี้เป็นอีกข้อที่สำคัญมากอีกข้อนึงค่ะ จริงๆแล้วเรารู้สึกว่าเรามีข้อนี้จำกัดมากเพราะเราอยู่ที่สิงคโปร์มาแค่ปีครึ่ง คอนเนคชั่นเรายังมีไม่มาก แต่เราก็ใช้ทุกคอนเนคชั่นที่เรามีในการหางานครั้งนี้ อย่างนึงที่ต้องห้ามอายคือห้ามอายที่จะบอกว่าบริษัทเราจะปิด หรือเราโดนเลย์ออฟ หรือข้อจำเป็นอื่นๆที่เราทำให้เราต้องหางานใหม่ ต่างกับการที่เราจะหางานแบบลับๆนะ อันนี้เราต้องบอกเพื่อน บอกเพื่อนร่วมงานเก่า บอกหลายๆคน แล้วถามไปด้วยว่าบริษัทเค้าเนี่ยเปิดรับหรือเปล่า ฝากเรซูเม่เราไปให้ HR โดยตรงเราได้มั้ย หลายๆงานเราได้เข้าสัมภาษณ์เพราะเพื่อนเรา หรือเพื่อนร่วมงานเก่าเรา หรือแม้แต่ partner ที่เคยทำงานด้วยกัน หรือแม้แต่กระทั่งลูกค้า (อันนี้ฮา...ลูกค้ายังช่วย) refer เราเข้าไปค่ะ เราเองก็ช่วยเพื่อนร่วมงานเราที่กำลังหางานเหมือนกันนะ เช่น ช่วย refer ไปให้คนที่เคยติดต่อเรามาก่อนแต่ตำแหน่งเราไม่เปิดแต่ตำแหน่งเค้าเปิดอะไรแบบนี้ ช่วยกันไปช่วยกันมา
9. #เตรียมสัมภาษณ์ : เราเคยคิดนะว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการที่เราควรจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะเค้าไม่ได้เลือกเราอย่างเดียวเราต้องเลือกเค้าด้วยดังนั้นปกติเราจะไม่ค่อยได้เตรียมอะไรไปเลยก่อนสัมภาษณ์ แต่เป็นความคิดที่ผิดมากค่ะ เพราะจริงๆแล้วการที่เราเรียนรู้ว่าบริษัทเค้าหรืองานที่เราจะเข้าไปสัมภาษณ์เนี่ยเกี่ยวกับอะไรก็จะช่วยให้เรารู้เขารู้เรามากขึ้น เราจะได้รู้ด้วยว่าชอบงานนั้น อยากได้งานนั้นจริงๆหรือเปล่า โดยเฉพาะช่วงที่ต้องสัมภาษณ์เยอะๆย่ิงสับสนนะพูดตรงๆ ... จริงๆช่วงสัมภาษณ์งานเยอะๆนี่เราได้ความรู้เยอะเลยทีเดียวนะ ทั้งยิ่งสัมภาษณ์เยอะยิ่งเหมือนได้ฝึกการตอบ (คำถามมันก็ซ้ๆำกันนั่นแหละ) แถมต้องอ่านบทความเยอะมากเพราะเราต้องศึกษาธุรกิจของแต่ละบริษัทที่เราต้องไปสัมภาษณ์ บางบริษัทต้องเตรียมทำการบ้าน ทำสอบข้อเขียน ทำพรีเซนเทชั่น เยอะมากกกกกกกกกก เป็นช่วงที่เรียกว่าทั้งยุ่งมาก ทั้งได้ความรู้เยอะมาก บางอยากที่เราอยากเรียนรู้มานานแล้วแต่ไม่มีแรงผลักดันให้เรียนหรือให้อ่านก็ช่วงนี้นี่แหละ ยังกับแรงถีบ 55555
10. #เหนื่อยได้แต่ห้ามนาน : ขอบอกเลยว่าช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมาของเราเป็นช่วงเวลาที่เครียดมากกกกก แต่เราก็ทำตามข้อ 2 คือต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ถึงแม้จะรู้สึกว่าเหนื่อยแต่เราต้องบอกตัวเองไว้ว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไป พักได้แต่ให้ได้งานก่อนแล้วจะได้พักแบบสบายใจ (เอาจริงๆพักตอนที่ยังไม่ได้งานเนี่ยยังไงมันก็มีอะไรติดใจอยู่ พักก็ไม่ค่อยสบายใจหรอก 5555) ทำให้เรามีแรงผลักดันให้เราทำเต็มที่กับทุกๆการสัมภาษณ์ เพราะจริงๆคือเราอยากพักแล้ว 555555
11. #อย่าทิ้งโอกาส : เราหว่านใบสมัครไปเยอะมาก เยอะมากๆจริงๆ และก็ได้ถูกเรียกสัมภาษณ์เยอะมากๆ แต่ละสัปดาห์เราเข้าสัมภาษณ์ทั้งรอบแรกและรอบอื่นๆ ทั้งทางโทรศัพท์ ทาง video call ทั้ง face-to-face สัปดาห์ละประมาณ 3-4 ครั้ง ชีพจรลงเท้ามากๆ แต่เราคิดว่าทุกๆการสัมภาษณ์คือโอกาส เราไปทุกที่ที่เรียก เราคุยกับทุกๆคนที่อยากคุยกับเรา เพราะการเข้าสัมภาษณ์ทำให้เราได้เรียนรู้งานจากเจ้าของงาน ได้ฝึกการตอบไปในตัวอีกด้วย ไม่แน่เราอ่าน JD เราอาจจะไม่ชอบแต่พอเราได้เข้าไปคุยเราอาจจะชอบก็ได้ และนอกจากนี้คนที่สัมภาษณ์เราเราก็เก็บเข้าไปเป็น professional network ของเราไปได้อีกในอนาคต โอกาสอาจจะไม่ใช่ของเราในวันนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ ... ตอนนี้ professional network ใน Linkedin เราโตขึ้นเยอะมาก เพราะหลังจากเราสัมภาษณ์เราก็ add คนสัมภาษณ์เพื่อส่งเมจเสจไปขอบคุณแล้วก็จะได้ keep in touch ไว้สำหรับอนาคต สรุปช่วงสัมภาษณ์งานแค่สองเดือนเรารู้จักคนในสายงานเดียวกันที่ทำงานคนละที่มากกว่าเราทำงานเต็มๆมาปีครึ่งอีก 5555
12. #ไม่ท้อถ้าถูกปฏิเสธ : เราเชื่อว่ากว่าที่เราจะได้งานเราต้องผ่านการถูกปฏิเสธมาแล้ว เราเองก็โดนมาหลายครั้ง โดนครั้งแรกๆก็ท้อนะ แบบบางงานเราอยากได้มาก เราเต็มที่มากแต่สุดท้ายเราก็ไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเค้า เหมือนอกหักรักคุด (ดราม่า T_T) คำแนะนำคือพยายามเอาสติกลับมาให้เร็วที่สุดแล้วเริ่มใหม่ เพื่อนเราหลายคนพอคิดว่าจะได้ๆแล้วก็หยุดหางานไปสักพัก พอผลออกมาว่าไม่ได้ก็ดาวน์มากไม่มีอารมณ์จะหางานอีก แต่สำหรับเราเราต้องเดินหน้าต่อค่ะ เราก็ดาวน์นะแบบอารมณ์ขึ้นๆลงๆหลายครั้งแต่เราไม่มีเวลามาคิดเยอะเลยต้องเรียนรู้การจัดการอารมณ์ให้ดียิ่งขึ้นค่ะ
13. #สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : อันนี้ขำๆนะคะ แต่เนื่องจากเราเครียดมาก เราก็พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง 555 ตอนอยู่ไทยก็ไปไหว้พระพรหมณ์ เอราวัณมา กลับมาสิงคโปร์ก็ไปถามเพื่อนว่าวัดไหนศักดิ์สิทธิ์หมด อีนางก็ไปมันทุกวัดเลยค่ะ 55555 บางทีก็ต้องการที่พึ่งทางใจเนาะ แต่สุดท้ายพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวไม่ได้นะ เราต้อง work hard ด้วยค่ะ
หมดแล้วค่ะ 13 ข้อจากประสบการณ์ของเราจากการหางานอย่างโคตรหนักหน่วงของเราตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้ได้งานแล้วค่ะ เย้! (แต่ยังไม่เป็นทางการนะเพราะยังไม่ได้เซ็น แต่คงไม่น่าจะพลิกโผเนาะ) ขอบอกตรงๆว่า offer ที่ได้มา ได้มาจากการ refer และการที่ทางบริษัทติดต่อเรามาเองทาง Linkedin ค่ะ เราว่าย่ิงบริษัทใหญ่ๆ ถ้าเราโพล่งสมัครงานไปโดยตรงโอกาสยากมากที่เราจะได้เข้าสัมภาษณ์ ถ้าเรามีเพื่อนเป็นคนในที่ช่วยส่งเรซูเม่เราเข้าไปให้โอกาสที่จะได้เข้าสัมภาษณ์งานมีมากกว่า เพราะเราก็ต้องเข้าใจเนาะว่า HR นางก็ต้องอ่านเรซูเม่วันๆนึงเป็นร้อยเป็นพันก็อาจจะมีผ่าสตาไปบ้าง ถ้ามีคนแนะนำไปก็เหมือนช่วยนาง shortlist ในระดับหนึ่ง มีตำแหน่งนึงเราสมัครไปเองตั้งนานนนนไม่เรียก จนมีเพื่อน refer เข้าไปให้ (มารู้ที่หลังว่ามีเพื่อนทำงานอยู่) สามวันเค้าเรียกสัมภาษณ์เลย เรซูเมอันเดียวกันแต่ต้องใช้แรงเชียร์ 555555 ช่วงที่หาอยู่ก็มีหวั่นไหวอยู่เหมือนกันนะ เพราะเพื่อนที่ไทยก็ชักชวนกันหลายคนว่ากลับบ้านเรามั้ยไปทำงานด้วยกัน คนที่เคยทำงานด้วยที่ญี่ปุ่นก็ถามว่าพิจารณางานที่โตเกียวมั้ย มีคนช่วยไปทำงานด้วยหลายคน แต่ก็ตัดสินใจแน่วแน่ค่ะว่าจะหาที่นี่ก่อนเพราะรู้สึกว่าเรายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ
หวังว่าบทความยาวๆวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆทุกคนที่กำลังหางานอยู่ หรือคิดจะเปลี่ยนงาน หรือบริษัทเกิดเทเราขึ้นมาในอนาคตนะคะ (ช่วงนี้เห็นบริษัทที่ไทยในหลายธุรกิจเริ่มปิดตัวหรือเลย์ออฟพนักงานบ้างเพราะมีการ reorganization บ้างแล้ว) เราคาดเดาอนาคตไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเตรียมตัวไว้ก่อนแต่เนิ่นๆรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนะคะ
สู้ๆค่ะ เราทำได้ทุกคนก็ต้องทำได้!!!!
ปล. ส่วนเงินชดเชยในกรณีถูกเลิกจ้างนี่ไม่ได้เลยสักบาทททท เพราะกฎหมายแรงงานสิงคโปร์จะชดเชยให้ต่อเมื่อทำงานเกิน 3 ปี -_-;
Wednesday, June 14, 2017
บันทึก 1 ปีชะนีติดเกาะ
Sunday, September 20, 2015
40 สิ่งที่คนไทยที่ (เคย) เรียนที่ญี่ปุ่นเท่านั้นถึงจะเข้าใจ
- คุณไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฤดูใบไม้ผลิคนเป็นหวัดกันเยอะจัง … จนคุณอยู่ญี่ปุ่นมาได้ 2-3 ปี หน้ากากอนามัยก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ เพราะจริงๆแล้วมันไม่ใช่หวัด แต่มันคือการแพ้เกสรดอกไม้!!
- ถ้าคุณเรียนคอร์สอินเตอร์ สิ่งที่คุณรู้สึกลำบากมากในช่วงแรกๆ คือการฟังสำเนียงภาษาอังกฤษของอาจารย์ ซึ่งตอนหลังคุณแทบจะพูดสำเนียงนั้นได้เลย
- คุณเป็นคนกินเหล้าไม่ค่อยเก่ง จนวันที่อาจารย์ชวนคุณไปปาร์ตี้โนมิโฮได (ดื่มไม่อั้น)
- ปาร์ตี้ของคุณและเพื่อนส่วนใหญ่จะไปจบลงที่ร้านคาราโอเกะ
- คุณไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ปาร์ตี้ให้จบในที่เดียว จน “นิจิไก” (ปาร์ตี้ต่อรอบสอง) กลายเป็นคำพูดที่คุณมักจะเอ่ยขึ้นมาเอง
- จักรยานแม่บ้านกลายเป็นพาหนะประจำกายของคุณ
- คุณมักจะขึ้นหรือเปลี่ยนสายรถไฟผิดเสมอ ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีคุณก็ยังเปลี่ยนผิดอยู่
- คุณเริ่มคุยโทรศัพท์ไปโค้งให้โทรศัพท์ไป
- เพื่อนที่จะมาเที่ยวญี่ปุ่นมักจะให้คุณแนะนำร้านอาหารให้ ซึ่งคุณจะลำบากใจมากเพราะปกติคุณกินแต่ข้าวโรงอาหาร
- ร้านเอเชียซูเปอร์สโตร์เป็นที่ที่คุณมักจะเซอร์ไพรส์เสมอเมื่อคุณได้เข้าไป (หรือเข้าไปดูในเว็บ) เพราะคุณจะได้พบของไทยหลากหลาย กระทั่งข้าวหลาม หรือหนังสือคู่สร้างคู่สม
- เวลาไปร้านอาหารไทยคุณมักจะบอกแม่ครัว หรือพนักงานเสิรฟ์ว่า “ขอรสชาติแบบคนไทย”
- คุณเริ่มฝึกทำอาหารไทยยากๆเพราะคุณคิดถึงอาหารไทยมาก หรือไม่ก็มักจะไปกินข้าวบ้านเพื่อนคนไทยที่ทำอาหารเก่งแทน
- ปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนของคุณมักจะจบลงด้วยการนั่งหน้าหม้อไฟฟ้า ต้มนาเบะ (หม้อไฟ) กินร่วมกัน
- เมื่อคุณเริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นได้ คนญี่ปุ่นมากจะพูดกับคุณว่า “日本語上手ですね!” (ภาษาญี่ปุ่นคุณเก่งมากๆ) ทั้งๆที่คุณเพิ่งพูดได้แค่สั่งอาหาร และเก็บตังค์
- คุณเริ่มหาวิธีการหลบหลีกการจ่ายเงินให้คุณลุง NHK ทั้งการฝึกพูดว่า “I don’t speak Japanese” หรือการพยายามบอกว่า โทรทัศน์เสีย
- คุณเริ่มรู้สึกว่าการลงทะเบียนไปร่วมงาน TSAJ Ski Trip ของสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก สิบนาทีเต็มเป็นไปได้ยังไง
- โคทัตสึ และผ้าห่มไฟฟ้ากลายเป็นอุปกรณ์คลายหนาวที่สำคัญของคุณในหน้าหนาว
- ถุงโชคดีเป็นสิ่งที่คุณปรารถนาเมื่อก้าวเข้าสู่วันปีใหม่ เพราะมันคุ้มมากมากกกก
- คุณเริ่มมีความอดทนในการต่อแถวมากขึ้น
- คุณมักจะวิ่งออกจากรถไฟไปรับโทรศัพท์ พร้อมกับเข้าใจว่า Manner Mode คือการปิดเสียงโทรศัพท์ในรถไฟไม่ใช่การมีมารยาทอย่างอื่น
- คุณเริ่มเคยชินกับแผ่นดินไหวเพราะมันเกิดขึ้นทุกวัน เวลาเกิดขึ้นตอนนนอนคุณจะเริ่มรู้สึกว่า เออดี...เหมือนมีคนมาเขย่าเปลกล่อมให้นอน เอ่เอ๊
- คุณเคยประหลาดใจว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงหลับแล้วตื่นมาตรงสถานีที่จะลงตลอด จนคุณเริ่มทำได้เอง
- ไม่ว่าคุณจะพูดกับใครก็ตามคุณมักจะหลุดคำว่า “เดโช้ว” “โยโรชิคุ” หรือ “อี้เน้”
- สำหรับคนโสด คุณมักจะอยู่บ้านในวันคริสต์มาสอีฟ และวันวาเลนไทน์
- คุณเริ่มมีภูมิต้านทานในการไม่นอนจนถึงเช้าด้วยสองเหตุผล คือ หนึ่งคุณนั่งปั่นงานวิจัยยันเช้า หรือสองคุณไปปาร์ตี้จนพลาดรถำฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้าน
- คุณไม่เคยรู้มาก่อนว่าหน้าร้อนของญี่ปุ่นนั้นร้อนมาก จนบิลล์ค่าไฟมาถึง … หลังจากนั้นคุณก็เลยไปซื้อพัดลมมาใช้แทนการเปิดแอร์ หรือไม่ก็ไปนอนตากแอร์ที่แล็ปทุกวันแทน
- คุณแทบไม่ไปหาหมอที่ญี่ปุ่นเลยถ้าไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เพราะการหาหมอที่นี่มัน เอิ่ม…
- หมอฟันก็เช่นกัน
- เพื่อนคนไทยที่จบหมอมาแล้วไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจึงมักจะเป็นที่พึ่งของคุณ
- คุณไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำ เพราะตามสถานีรถไฟหรือร้านสะดวกซื้อก็จะมีห้องน้ำให้คุณเข้า
- คุณรู้สึกเขินอายมากในตอนแรกๆที่ต้องยกถ้วยซุปขึ้นมาซด หรือการสูดเส้นราเม็งเสียงดัง …. จนตอนหลังคุณดันเอากลับมาทำที่ไทยด้วย
- รวมถึงคุณเขินอายสุดๆในครั้งแรกที่คุณต้องแก้ผ้าเข้าออนเซ็นร่วมกับเพื่อนๆ … จนเวลาผ่านไปคุณก็แก้ผ้าเข้าออนเซนแถมเม้าท์มอยกับเพื่อนพลาง แช่น้ำพลางเป็นชั่วโมง ปราศจากความเอียงอายอีกต่อไป
- ถ้าคุณเรียนที่โตเกียวคุณจะถนัดยืนชิดซ้ายบนบันไดเลื่อน ถ้าคุณไปเรียนที่โอซาก้าคุณจะถนัดยืนชิดขวา แต่ถ้าคุณไปเรียนทีเกียวโตคุณจะไม่ถนัดด้านไหนเลย
- คุณกะเวลาในการเดินทางได้เก่งมากเพราะทุกอย่างมีตารางเวลา แถมมาตรงเป๊ะ แม้กระทั่งรถเมล์ แต่ทุกอย่างพังทลายลงเมื่อคุณกลับมาเมืองไทย….
- คุณเดินได้อึดมากขึ้นมากๆ จนหลายๆคนมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง
- คุณยืนจ้องให้ประตูรถแท็กซี่เปิดเอง แถมจำกลับมาใช้ที่ไทยด้วย จนคนขับแท็กซี่ด่า
- คุณชินกับการมีบัตรใบเดียวขึ้นรถไฟสายไหนก็ได้ รถเมล์สายไหนก็ได้
- แถมคุณยังชินกับการที่ทุกอย่างอัตโนมัติ ทั้งประตูเปิดเอง น้ำก๊อกไหลเอง หรือแม้แต่ส้วมยังเปิดฝาได้เอง
- ตอนแรกคุณไม่คิดว่าจะมีเพื่อนคนไทยมากมายเพราะกลัวจะไม่ได้ภาษา แต่เพื่อนคนไทยกลับเป็นเพื่อนที่คุณรักมากที่สุด ไม่ว่าจะกลับมาเมืองไทยแล้วก็ตาม
- คุณมักจะติดปากและพูดออกมาเสมอเวลาคุยกับใครก็ตามว่า “ตอนที่เราอยู่ญี่ปุ่นนะ….” เพราะช่วงเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำของคุณ :)
Thursday, January 01, 2015
สนามบิน
Thursday, December 18, 2014
จดหมายจากดาวศุกร์
Tuesday, December 16, 2014
จดหมายจากดาวอังคาร
Friday, May 09, 2014
30 years in review
Thursday, December 26, 2013
[เก็บประสบการณ์] การแข่งขันแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น
สมัครไปตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนลืมมมมมมมมมมมมม ไปแล้วว่ามันยังมีการแข่งขันตอนนี้อยู่ จนทีมงานโทรติดต่อกลับมา 55555
หลายคนสงสัยว่าการคัดเลือกทำยังไง สรุปให้ฟังเลยแล้วกัน เวลามีเพื่อนถามจะได้โยนบล็อคให้อ่านไปเลย 5555
การคัดเลือกนั้นหลักๆจะมาจากสามอย่างค่ะ คือ (๑) การสัมภาษณ์กับทีมงาน โดยทีมงานจะโทรมานัด (๒) ในการสัมภาษณ์นั้นเราจะต้องเตรียมเนื้อหามาให้ทีมงานเป็นข้อๆ เช่น โบว์ไปสมัครแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น ทางทีมงานก็จะขอให้เราลิสต์เรื่องที่เรารู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นมาเป็นข้อๆ กี่ข้อก็ได้ ตอนแรกทีมงานบอกสัก 50 ข้อก็ได้ค่ะ ... ดิชั้นใช้เวลาหนึ่งวันเต็มลิสต์ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าน่าสนใจออกมาได้ทั้งสิ้น 37 ข้อเท่านั้นค่ะ!! (๓) ส่วนอย่างสุดท้ายนั้นคือทางทีมงานจะให้การบ้านกลับไปทำที่บ้านอีก เช่น จงบอกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญพร้อมคำอธิบายมาอย่างน้อย 20 ข้อ อะไรประมาณนี้
ซึ่งพอดูจากชื่อการแข่งขันแล้วคงจะงงงงวยกันได้ว่า แฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น นี่มันกว้างงงงงงครอบจักรวาลมาก เธอจะเอาตรงจุดไหนมาออกจ๊ะะะะ ทางทีมงานก็จะไกด์ๆมาหน่อยว่าเอาเป็นเรื่องที่ชาวบ้านชาวช่องที่ดูทีวีอยากรู้จะได้ไม่น่าเบื่อ ... อ่าว แย่และ ดิชั้นก็จัดเต็มทั้งระบบการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ภูมิศาาตร์ไปเต็มเปี่ยมเลย ใช้ไม่ได้สินะ 55555
หลังจากไปสัมภาษณ์พร้อมส่งการบ้านทุกสิ่งทุกอย่างกับทีมงานไปเสร็จแล้ว เราก็นั่งรอไปค่ะ
ซึ่งขอบอกว่าจากวันที่โทรมานัดสัมภาษณ์ จนถึงวันแข่งจริงใช้เวลา 2 สัปดาห์เท่านั้น แถมวันที่ประกาศผลว่าเราได้รับเลือกเป็น 1 ใน 5 ที่จะได้ไปแข่งขันในรายการนั้นมันคือก่อนวันแข่งเพียงแค่สองวันเท่านั้นจ้าาาาา
โอ้โห... เวลาเตรียมตัวบานเลย -____-
พอทางทีมงานโทรมาแจ้งแล้วเค้าก็จะนัดให้เราไปคุยกันอีก 1 ครั้งเพื่อแจ้งกติกาแล้วก็ซักซ้อมเล็กน้อย พร้อมกับนัดแนะว่าจะให้แต่งตัวอย่างไร หลังจากนั้นก็เตรียมตัวลุยเลยจ้าาา ... เตรียมตัวคืออะไร อ่านเพิ่มคืออะไร ไม่รู้จักกกกกกก สิ่งที่เอาไปแข่งนี่จากหัวล้วนๆเลยทีเดียวเชียว
ตัดภาพมาวันแข่งขัน..........
คือ วันนี้นี่เอง ตอนแรกก็คุยกันไว้กับทีมงานซะดิบดีว่าจะแต่งตัวญี่ปุ่นๆกันนะ ดิชั้นก็จัดเต็ม ชุดรับปริญญากันไปเลยจ้าาาาา คือกะว่าความรู้มีไม่เต็ม แต่แต่งตัวต้องเต็มนะจ๊ะ ณ จุดนี้
ระหว่างนั้นก็คือรอเข้าห้องอัด แล้วก็ได้เจอกับพี่ๆและน้องๆอีกสี่คนเป็นครั้งแรก คือ น้องวี น้องโอ๊ก พี่หน่า และพี่นัท จากตอนแรกเราก็แอบคิดนิดนึงนะว่าเรามันก็หนึ่งในตองอูนะจ๊ะ ไปมาหมดแล้วเกือบทุกจังหวัดของญี่ปุ่น แถมเรื่องราวข่าวสารปัจจุบันนี่ก็แม่นไม่แพ้ใคร พอมาเจออีกสี่คนนี่ขอกลับไปคิดใหม่อีกที .... ตอนนั้นคิดว่า เอาวะ ตกรอบแรกก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ แต่งตัวสวยพอจ๊ะ เอาให้คุ้ม 5555
สุดท้ายเอาภาพหน้ามาให้ดูชัดๆว่าพี่ช่างแต่งหน้าเค้าแต่งหน้าสวยจ้าา มิใช่สวยขึ้นแต่อย่างใด 55555
Monday, October 07, 2013
เก้าอี้สระผม
ใครบ้างที่ไปเข้าร้านทำผมแล้วรู้สึกเหมือนกันบ้างว่า ทำไมทุกๆครั้งที่เราก้าวขึ้นเก้าอี้นอนสระผม ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าเราโปรการเข้าร้านทำผมมากแค่ไหนก็ตาม ... เราไม่เคยที่จะนอนแล้วเงยหัวได้พอดี คือ ช่างสระผมจะต้องบอกว่าให้ขยับขึ้น ขยับลงมันทุกครั้งว่างั้นเหอะ
ทำไมมันถึงไม่มีความพอดีในการนอนเก้าอี้สระผม ฉันสงสัย และพลางนึกไปว่า ความพอดีนั้นคืออะไร คือความพอใจของฉัน หรือความพอใจของช่างทำผม ทำไมฉันคิดว่ามันพอดีแล้วแต่คนอื่นคิดว่ามันไม่พอดีซะที
อาจจะเป็นเพราะว่าความพอดีของฉัน กับความพอดีของเธอมันต่างกัน ฉันคิดว่าเธอพอดีกับฉันแล้ว แต่เธอกลับคิดว่าฉันไม่พอดีสำหรับเธอ เมื่อทัศนคติของเราไม่ตรงกันก็ไม่แปลกที่จะมีคนที่ถูกใจและคนที่ผิดใจ
สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องยอมให้เธอปรับฉันให้พอดีกับเธอ ไม่ว่าฉันจะรู้สึกเมื่อยคอไปสักหน่อย เพราะฉันรู้สึกว่าเธอให้ฉันเงยคอมากเกินไป แต่ความเมื่อยนั้นอีกแป๊บเดียวก็คงหาย เพื่อแลกกับความสะดวกของเธอในการสระผม
วันนี้ฉันหายเมื่อยแล้ว และฉันก็พอใจที่ฉันยอมเมื่อยในความไม่พอดีในตอนนั้น เพื่อให้เธอได้ความพอดีตามแบบของเธอไป
ฉันพอใจ (ถึงแม้จะใช้เวลาหน่อยกว่าจะหายเมื่อย) เธอพอใจ .... แค่นี้ก็คงพอแล้วล่ะมั้ง
ฉันมองเก้าอี้สระผมก่อนออกจากร้าน พลางคิดว่า "คราวหน้าฉันจะขยับให้พอดีกันทั้งฉันและเธอ"
..............
เรื่องเล่ายามดึกเมื่อตอนนอนไม่หลับ
7 ต.ค. 56, 11:45 น.
Monday, August 19, 2013
ได้เวลาถามตัวเอง
1. ก่อนจะเลือกสายเรียน คณะที่จะเรียน ถามตัวเองให้แน่ๆก่อนว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้นไปตลอดชีวิตหรือเปล่า
- ตอนเด็กๆโบว์ตัดสินใจเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพียงด้วยความคิดที่ว่าเราชอบอะไรที่เป็นต่างประเทศ ชอบฟังเพลงฝรั่ง ชอบเรียนภาษา ชอบเดินทาง ตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากเป็นทูต อยากไปทำงานหลายๆประเทศ มันเท่ดี ทั้งๆที่ตอนนั้นปราศจากความรู้เลยว่าการจะไปเป็นข้าราชการทางการทูตนั้นคืออะไร เค้าทำอะไรบ้าง แม้แต่หลักสูตรที่เค้าสอนที่คณะรัฐศาสตร์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเนี่ยเค้าเรียนอะไรกันบ้างตอนนั้นก็ยังคลุมเครือ
สิ่งที่อยากจะบอกคือก่อนที่จะเลือกคณะ (ในกรณีที่คุณเลือกได้) ให้ศึกษาให้ดีก่อนว่าเค้าสอนอะไร แล้วคุณอยากเรียนอันนั้นจริงหรือเปล่า ลองใช้เวลาคิดดูให้ดีๆ เพราะมันจะส่งผลต่อการทำงานของคุณในอนาคตที่จะกล่าวในข้อต่อๆไป
2. เรียนจบมาแล้ว อยากเปลี่ยนสายทำไงดี
- สิ่งที่รู้สึกว่าตัวเองทำพลาดอย่างหนึ่งในชีวิต คือ การที่ไปเรียนต่อเลย (ในสายการศึกษาเดิม) โดยที่ยังไม่ได้ทำงานเลยสักนิด ถ้าย้อนเวลาได้ ตอนนั้นอยากจะไปทำงานอะไรก็ตามก่อนที่จะไปเรียนต่อ เพราะถามว่าชอบวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไหม ตอบได้เลยว่าชอบมากๆ และโคตรภูมิใจเลยเวลาที่เราสามารถคิดอะไรได้แบบที่นักรัฐศาสตร์คิด ทุกวันนี้ยังภูมิใจมากๆอยู่ที่ได้เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่คิดว่าจะเอาไปทำมาหากินอะไร ตอบไม่ถูกเลยทีเดียว ความคิดที่บอกว่าอยากเป็นทูตๆตอนเด็กๆ พอโตมาก็รู้แล้วว่าไม่อยากทำงานราชการ แต่เนื่องจากจังหวะ และโอกาสหลายๆอย่าง ทำให้ไปเรียนต่อป.โทที่ญี่ปุ่นทันทีหลังจากที่เรียนจบป.ตรี
สำหรับคนที่กำลังจะจบป.ตรี และตัดสินใจอยู่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงานดี ขอบอกเลยว่าให้ไปทำงานก่อน ทำงานสักสองสามปี (ปีเดียวก็ยังไม่พอนะ พูดเลย) ตอนนั้นเราจะเริ่มรู้แล้วว่าเราอยากทำอะไร ก่อนจะเข้าไปทำงานเราไม่รู้หรอกในบริษัท (หรือหน่วยงานต่างๆ) เค้ามีตำแหน่งอะไรบ้าง แล้วแต่ละตำแหน่งเค้าทำหน้าที่อะไร พอสองสามปีถ้าเราโอเคกับงานที่ทำ เราก็อาจจะเลือกเรียนต่อสิ่งเดิม หรือไม่ต้องไปเรียนเลยก็ได้ด้วยซ้ำ บางทีปริญญาตรีมันก็พอแล้วแหละ บอกตรงๆ ... แต่ถ้าเกิดเราทำงานไปทำงานมาแล้วรู้สึกว่า ไม่นะ..นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ชั้นอยากทำ ก็แนะนำให้ไปเรียน ป.โทในสายอื่นที่มันจะสามารถเบนไปได้ ซึ่งมันเป็นเป็นใบเบิกทางให้คุณไปสมัครงานที่ใหม่ได้ดีขึ้น
ตอนโบว์ทำงานมาได้สักพักหลังเรียนจบ โบว์ก็เริ่มรู้แล้วว่าสิ่งไหนโบว์ชอบ สิ่งไหนโบว์ไม่ชอบ โบว์ก็จะเลือกหางานใหม่ในสาขาที่โบว์ชอบ ถ้าที่ไหนเรียกเราไปสัมภาษณ์ในสิ่งที่เราไม่ชอบเราก็ไม่เอาเลย แต่ปัญหาของโบว์อย่างที่บอกคือโบว์เรียนมาไม่ตรงสายงานที่เราอยากทำ เรียนป.โทก็เรียนจบมาแล้วจะให้ไปเรียนใหม่อีกเร๊อะ ทำให้การหางานใหม่ที่ไม่ตรงสายที่จบมานี่มันยากมากๆขอบอก
3. คอนเนคชั่น
- อันนี้ออกเป็นปัญหาส่วนตัวเล็กน้อย นี่ขนาดตัวเองเป็นคนที่หาเรื่องคุยกับชาวบ้านได้ง่ายมาก คิดว่าเป็นคนปรับตัวในสังคมใหม่ๆได้เก่งพอสมควร ตอนนี้ยังรู้สึกเหงาเลยขอบอก เนื่องจากที่บอกว่าย้ายสายงานมาทำในสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับที่เรียนมาตอนป.ตรีและป.โทเลย ทำให้เพื่อนๆที่ที่ทำงานใหม่นี่เราไม่สามารถนับญาติได้เลย เทียบกับที่เก่า เช่น "อุ๊ย..จบคณะเดียวกันเลย (ถึงรุ่นจะห่างกันเป็นสิบปี...) รู้จักอาจารย์...ไหม" หรือ "อุ๊ย..เรียนญี่ปุ่นมาเหมือนกัน อยู่เมืองอะไรเหรอ" พอมาที่ใหม่นี่ไม่รู้จะนับญาติอย่างไร รู้สึกเคว้งคว้างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคิดว่าคงต้องใช้เวลาปรับตัวในระดับหนึ่ง (...แอบคิด นี่ถ้าชั้นไปทำงานกระทรวงต่างประเทศนะ เพื่อนนี่เกือบร้อย)
ไม่ใช่แค่นี้แต่ในหลายๆองค์กร การมีคอนเนคชั่นที่ดีมันจะช่วย facilitate งานในหลายๆอย่าง เช่น ก่อนหน้านี้ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา โชคดีมากไปเรียนที่ญี่ปุ่น มีเพื่อนๆพี่ๆจบมาเป็นอาจารย์กันให้เพียบ จะเข้าไปติดต่อมหาวิทยาลัยก็สะดวกสุดๆ เนื่องจากมีคนในช่วยแทงเรื่องไปให้ เป็นต้น
เคยไปบรรยายในการศึกษาต่อญี่ปุ่นชอบมาคุณพ่อคุณแม่มาขอคำปรึกษาว่าอยากให้ลูกไปเรียนป.ตรีที่ญี่ปุ่นเลยจะดีไหม ... จริงๆอันนี้มันแล้วแต่เลยนะว่าจะดีไหม ถ้าถามเราเราก็จะบอกว่าเราสนับสนุนให้เรียนป.ตรีที่ไทยก่อนเพื่อที่จะมีสังคม มีคอนเนคชั่น ต่อไปถ้าจะกลับมาเมืองไทยแล้วจะทำอะไรก็จะมีเพื่อนๆกันอยู่ โดยเฉพาะในสายวิชาเดียวกันด้วยแล้ว ... แต่ทั้งนี้มันแล้วแต่ครอบครัวจริงๆ บางคนไม่ต้องใช้คอนเนคชั่นอะไรเลยด้วยซ้ำก็เจริญรุ่งเรืองไปได้ก็ได้นะ แต่ถ้าให้โบว์เลือกโบว์ก็ว่ามีคอนเนคชั่นไว้ก่อนดีกว่า (ซึ่งบางทีคุณพ่อคุณแม่จะไม่เชื่อโบว์นะ แบบทำไมลูกเพื่อนไปเรียนตั้งแต่ม.ต้น ไม่เห็นเค้าแคร์ไรเลย... ก็อันนั้นเค้าไม่แคร์อ่ะค่ะ ถ้าคุณพ่อไม่แคร์ก็ส่งไปได้เลยค่าา)
ดังนั้นเลยอยากจะวนไปที่ข้อแรกที่บอกว่าให้หาตัวเองให้เจอก่อนที่จะเลือกคณะ เพราะนี่ตอนนั้นยังหาไม่เจอ มาหาเจอหลังจากที่เวลาล่วงเลยไปนานมากแล้ว (แต่ยังนับว่าโชคดีที่ยังเปลี่ยนได้ทัน ไม่รอไปนานกว่านี้จนเปลี่ยนไม่ได้แล้ว) ลองใช้เวลาไตร่ตรองถามตัวเองดูสักนิดว่าเราชอบอะไร ดูจากงานอดิเรกที่เราทำก็ได้แล้วก็เอามาพลิกแพลง เพราะอาชีพที่เราจะทำแล้วมีความสุขไปตลอดชีวิตนั้น มันต้อง base on ความชอบ และความสุขของเราเป็นหลักนะคะ
คนเริ่มหาตัวเองเจอก่อน คนนั้นได้เปรียบ อันนี้พูดเลย
Monday, August 12, 2013
Are you sure you want to permanently delete the selected message?
Friday, August 09, 2013
Thank you, Panasonic
Everybody always tells me that I'm such a talkative one ...
But for myself, I think my writing skill is far more better than my talking skill,
especially during the time I want to express my deepest feeling.
Maybe because I'm fast; I eat fast, I think fast, I speak fast ... too fast until I know
that I may not be able to tell you everything I want to tell because my thinking keep
speeding around. So I decided to write you this e-mail.
This is my last working day at PMT. I spent almost four years working here which is
similar to the time most people spend in university. So PMT is equivalent to my school.
That's why it's very hard to decide to leave here.
I came to PMT in the end of 2009, right after I graduated my Master's degree from Japan.
I was then clueless, without any understanding of corporate culture. With the help of management and
colleagues, I have learned to understand about working life little by little, and most of all I have learned to
understand my own self which I was trying to find the answer for the almost 30 years of my life.
I may not be me today without the opportunity given by MD Yasuo (also, MD Murakami),
Ito san, Abe san P'Jiab Kesorn and Takayanagi san.
I may not be able to know that bosses are not evil as we always consume from soap opera
without a chance of working with P'Muay Sirirat and P'Dao who have become my sisters in real life.
I may not know that friendship among colleagues is real and precious without spending time with P'Por Nipa,
P'Jaa Sasalak, P'Noom Velawat, P'Nut Nuttika,, P'Kwan Ruechuda and P'Aoi Rungnapha.
I may not be able to understand the great working environment without working with the best team
on earth together with P'Nan Sangduen and P'Bai Chanon.
I may not know that colleagues are not just colleagues but they have become my family
without knowing each and every PMT members.
I may not passed though many new and challenging tasks without working with P'Mee Supatchara,
P'Jew Chartree, P'Put Puttaraksa, P'Bok Weeranuch, N'Pim Choltida from PAT,
P'Nok Busakorn and P'Tuum Chutimon from PST.
I may not be able to get my work done without the support of Panasonic Scholarship members
and Takahama san from PC, Junie, Fizzah, Viktoriya, Kan san, Cathy and Tsuchiya san from PA,
HR functional group, environmental functional group and group companies' members.
And last but not least, I may not be me today if I didn't have a chance to work for Panasonic.
I don't know if can I find a place that has the best combination of everything like PMT has now or not in the future.
However, since life is like a journey, it is time for me to start a new path to walk. Please, continue your support for
my supervisor, P'Muay Sirirat, while waiting for my replacement to come.
I thought I had already got used to saying goodbye.
But after writing this e-mail to you, I know that even how many times we used to say goodbye,
we will never avoid the feeling of lost.
So I am not going to say goodbye but thank you for everything.
Because you know where to find me (...maybe on 'The Voice', but definitely not on 'Take Me Out Thailand').
I'm sure we'll meet again. Let's keep in close touch.
http://www.facebook.com/kajeeporn
kajeeporn@gmail.com
長い時間、お世話になりありがとうございます。凄く感謝致します。
ขอบคุณมากๆจริงๆที่ดูและกันมาตลอดค่ะ
Family forever.
Monday, July 15, 2013
ในวันที่คนหนึ่งจะต้องเดินทางจากไป
เมื่อวานนี้ไปเยี่ยมอาม่าที่โรงพยาบาล หลังจากที่เจอกันครั้งล่าเมื่อเดือนที่แล้วสุดยังพูดคุยกันได้ตามปกติ แต่สิ่งที่พบเห็นเมื่อวานก็คืออาม่าอ่อนแอลงไปมาก และตอนนี้เริ่มจะจำอะไรไม่ค่อยได้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนที่ยืนอยู่ที่ข้างเตียงของโรงพยาบาลพลางจับมือที่มีเข็มน้ำเกลือจิ้มอยู่ที่ข้อมืออาม่า พร้อมกับสายเครื่องมือระโยงระยางในห้องนั้น โบว์รู้สึกได้ว่า อาม่าคงจะอยู่กับพวกเราได้อีกไม่นาน
โบว์กลับบ้านมาด้วยความคิดที่ว่า ... ในวันที่คนหนึ่งจะต้องเดินทางจากไป (either by chance or by choice) คนที่ใช้ชีิวิตอยู่ที่เดิม บรรยากาศเดิม ความรู้สึกเดิมคนนั้นคงยังต้องแบกรับความรู้สึกสูญเสียไปอีกเป็นเวลานาน ในขณะที่คนที่เดินจากไปจะรู้สึกหรือไม่ก็ตาม แต่การเดินทางไปสู่สิ่งใหม่ ที่ใหม่ ที่ไม่ใช่ที่ๆเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ระดับความรู้สึกสูญเสียของคนๆนั้นอาจจะไม่เท่ากับคนที่อยู่ล่ะมั้ง
โบว์เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของพี่เอ๋ นิ้วกลม (จำไม่ได้แล้วว่าเล่มไหน อ่านของพี่แกเยอะเหลือเกิน) มีตอนหนึ่งที่พี่เขาบอกว่าในมีวันหนึ่งเขาจะต้องตัดสินใจว่าจะไปงานแต่งงาน หรืองานศพซึ่งจัดในวันเดียวกัน และผู้ที่เชิญไปต่างก็เป็นคนสำคัญของเขาทั้งคู่ สุดท้ายแล้วพี่เขาเลือกที่จะไปงานศพ ถึงแม้ว่าคนที่ได้รับการจัดงานให้ อาจจะไม่ได้รับรู้อะไรแล้วก็ตาม แต่สำหรับคนที่อยู่ต่อบนโลกนี้โดยปราศจากคนสำคัญคนหนึ่งไปแล้ว เขาคงต้องการกำลังใจ ....
เพราะสาระสำคัญของการสูญเสียนั้น จริงๆแล้วไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเสียใจมากกว่ากัน และคนที่จากไปจะรู้สึกอะไรหรือไม่ แต่คนที่จะต้องอยู่และเผชิญสิ่งต่างๆโดยลำพังนั้นจะต้องอยู่ต่อไปให้ได้
เพราะสุดท้ายแล้วถึงแม้เราจะรู้หรือไม่รู้ว่าเขาจะเสียใจหรือเปล่าก็ไม่ได้ทำให้เราหายได้เร็วขึ้น
และชีวิตก็ยังคงก้าวเดินต่อไป ถึงแม้จะปราศจากคนที่เคยอยู่เคียงข้างกันมาตลอดก็ตาม
Sunday, May 19, 2013
"เหตุผล" กับ "อารมณ์"
คำคนแปล จากหนังสือปีกปริศนา จิระนันท์ พิตรปรีชา(The Soul Bird by Michal Snunit)Credit: Dr. Matana Kettratadในภาษาส่วนใหญ่ของมนุษยชาติคำว่า "เหตุผล" กับ "อารมณ์" มักถูกจัดแยกเป็นขั้วตรงข้ามที่ไม่มีอะไรร่วมกันเลย... "อารมณ์"...[มัก]ถูกมองเป็นด้านที่ด้อยกว่า และอ่อนแอกว่า "เหตุผล"เสมอทั้งๆที่อารมณ์หลายอย่างเป็นเรื่องสร้างสรรค์และทำให้คนเรารู้จักสะเทือนใจ หัวเราะ ร้องไห้ ได้อย่างที่ควรจะเป็น...การกักกันตนเองในกรอบความคิดแบบนี้จนเคยชิน ทำให้เราเชื่อใน "เหตุผล" ของตนอย่างไร้เหตุผลเสียงเองจริงๆแล้ว นั้นก็เป็นเพียงอารมณ์หลุ่มหลงไปอีกแบบเท่านั้นกรอบความคิดนี้ทำให้เราไม่กล้ายอมรับว่าอารมณ์ไม่ใช่คู่แฝดจอมปวกเปียกขี้อิจฉาของเหตุผลผู้สูงส่งและแสนดีแต่ทั้งสองอยู่ในตัวเราพร้อมกัน และเป็นคนเดียวกันซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตัวเราเองถ้าเราไม่ยอมรับความจริง และไม่รู้จักจัดสมดุลให้สิ่งที่รวมอยู่ในตัวเราโดยเริ่มจากข้อเท็จจริงเราก็จะรู้สึก อึดอัด สับสน และบางครั้งก็รู้สึกผิดโดยไม่จำเป็นหลายต่อหลายครั้งที่เราต้องพูดออกมาว่า "ฉันเห็นด้วย ฉันเข้าใจ แต่ฉันทำไม่ได้"นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้สะสางความคิดเกี่ยวกับตนเองให้กระจ่างแจ้งและคำว่า "เห็นด้วย" หรือ "เข้าใจ" ที่กล่าวออกไปราวกับรู้เหตุรู้ผล รู้ผิดชอบดีชั่ว ทุกประการก็มาจากภาวะอารมณ์ "เกรงใจ" อันคลุมเครือเท่านั้นแต่ถ้าตัดความเกรงใจหรือเกรงกลัวออกไปอย่างน้อยคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังมีสิทธิที่จะสะสางตัวเอง แล้วพูดเสียงดังว่า"ฉันไม่รู้ ไม่เข้าใจ ฉันจึงทำไม่ได้" หรือ "ฉันรู้ ฉันเข้าใจ ฉันจึงต้องทำ"ไม่ว่ามันจะหมายถึงการทำสิ่งที่ดีงามหรือสิ่งตรงกันข้ามในขณะที่เด็กๆต้องยอมรับการชี้นำและอำนาจของผู้ใหญ่โดยไม่อาจเรียกร้องหรือพิทักษ์สิทธิในการเข้าใจและตัดสินใจด้วยตนเอง....เมื่อเด็ก..โตขึ้น เราสอนพวกเขาให้ปรับอารมณ์ให้เข้ากับเหตุผลที่เรายึดถือกันอยู่และเริ่มใช้มาตรฐานแห่งความผิดชอบชั่วดีมาจำแนกตัดสินและลงโทษพวกเขาแต่น่าเสียดายที่กรอบความคิดเดิม ทำให้เรามองไม่ออกว่าการทำความเข้าใจกับกลไลการทำงานของจิตใจเบื้องลึกน่าจะเป็นเรื่องสำคัญก่อนอื่นถ้าหากเราใช้เหตุผลของเราไปกดข่มอารมณ์ของเด็กๆเพียงเพราะเราคิดว่าในเมื่ออย่างหนึ่งถูก อีกอย่างหนึ่งก็ต้องผิดและเด็กๆ "ต้องรู้ ต้องเข้าใจ ต้องทำ" ตามที่เราเห็นว่าถูกต้องสมควรทุกประการในที่สุดก็อาจกลายเป็นการทำร้าย หรือกระทั่งทำลายในนามของความรักและความหวังดี

