Sunday, December 24, 2017

รีวิวชะนีไทยหางานใหม่ในสิงคโปร์


หลังจากที่เคยเขียนบทความยาวๆเมื่อครึ่งปีที่แล้วเรื่องรีวิวชีวิต 1 ปีในสิงคโปร์ไปแล้ว ผ่านมาสักระยะหนึ่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิตเราค่ะ คือเมื่อสองเดือนที่แล้ว (ปลายเดือน ต.ค. 60) ทางบริษัทที่เราทำงานอยู่ก็โทรมาบอกว่า สำนักงานใหญ่ที่ฝรั่งเศสตัดสินใจที่จะปิด regional office ที่สิงคโปร์เป็นการถาวร และจัดปิดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธ.ค. 60 โดยบริษัทเสนอให้เราไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ในปารีสแทน กำลังพักผ่อนอยู่ที่กทม.ตอนนั้นถึงขึ้นสำลักน้ำต้มแซ่บกนระดูกหมู!.... หลังจากวางโทรศัพท์ไปก็เกิดอาการช็อกไปขณะหนึ่ง เอายังไงดีจะอยู่สิงคโปร์หรือไปปารีสดี (เรื่องปารีสขอไม่ลงรายละเอียดมากเพราะมันก็มีกระบวนการคิดเยอะอยู่ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปแล้วตั้งหน้าตั้งตาหางานที่สิงคโปร์ต่อค่ะ)

คือจริงๆแล้วเราก็หางานใหม่มาสักระยะแล้วล่ะ เพราะงานที่ทำอยู่ก็ไม่ค่อยแฮ็ปปี้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ active มาก เพราะเวลาไปสัมภาษณ์ก็ต้องแอบๆไป ชีวิตดูลำบาก หลังจากนี้คือต้อง active มากๆแล้วสินะ หลังจากดึงสติอยู่ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็บอกตัวเองว่า ไม่ได้ละ! ต้องรีบ action ทันที เวลาเรามีไม่มาก บ้านก็ยังติดสัญญาเช่าอยู่ และอื่นๆอีกมากมายที่เป็นแรงผลักดันให้ต้องเริ่มทันที!

หลังจากนี้จะขอเล่า 13 วิธีการและขั้นตอนในการหางานของเราในระยะเวลาที่โคตรจำกัด ซึ่งในระยะเวลาสองเดือนเราสามารถเข้าสัมภาษณ์งานกับบริษัททั้งหมดเกือบ 20 บริษัท (ไม่เว่อร์) และสุดท้ายได้รับ offer มา 2 ที่ (ขณะนี้ยังมีคนเรียกสัมภาษณ์อีกเรื่อยๆ และอีก 3-4 ที่ที่กั๊กผลไว้ไม่ยอมประกาศเสียทีเลยไม่รู้ว่ายังไง) แถมยังเป็นช่วงปลายปีที่ตลาดงานเงียบสงัด เผื่อว่าใครที่ประสบปัญหาจู่ๆบริษัทปิดตัว หรือถูกเลย์ออฟขึ้นมาจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง คิดว่าวิธีการนี้น่าจะสามารถปรับใช้ได้ในทุกประเทศนะคะ หวังว่าประสบการณ์ของเราจะเป็นประโยชน์กับทุกคน

1. #ดึงสติก่อน : ขั้นแรกที่ต้องทำเลยต้องห้าม Panic รวบรวมสติให้ดี เครียดได้แต่ห้ามสติกระเจิง พยายามอย่าคิดว่าทำไงดีๆ แต่ต้องเริ่มทำเลย เวลาเราไม่มีไม่มาก เราไม่มีเวลาจะมา freak out พอเราได้ข่าวปุ๊บเราก็เริ่มแพลนและหาทางออกทันทีค่ะ

2. #BePositive : อีกอย่างที่สำคัญมากคือต้องมองโลกในแง่ดีไว้ ปะป๊าเคยบอกเราว่าตอนเช้าของทุกวันให้มองกระจกแล้วบอกตัวเองว่าเราทำได้ เราทำได้ เหมือนสะกดจิตตัวเองไว้ทุกวัน อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะทำไม่ได้ แผน 2 มีได้ แต่ต้องทำแผนแรกให้เต็มที่ที่สุด

3. #วางแผนสองไว้ด้วย : ลองคิดวางแผนว่าสมมติว่าถ้าเราหาไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดเราจะทำยังไงดี ตอนนั้นเราก็คิดไว้ว่าเราต้องหางานให้ได้ภายในเดือน ม.ค. (เพราะหลังจากบริษัทปิดแล้ว เรายังสามารถอยู่ในสิงคโปร์ได้อีก 1 เดือนตามกฎหมาย) ถ้าหาไม่ได้ก็อาจจะกลับไทยแล้วค่อยคิด เราไม่อยากวางแผนยาวเพราะมันจะ distract แผนแรกที่เราคิดไว้ มีแผนสำรองไว้ดีนะ แต่อย่าคิดเยอะมากเพราะไม่งั้นปวดหัวและจะเครียดเกินความจำเป็น คิดไว้คร่าวๆแต่ไม่ต้องลงรายละเอียดนะ

4. #เช็คLinkedin : ขอบอกเลยว่าหลักๆที่เราสามารถหางานได้ก็จาก Linkedin เนี่ยแหละ (มีใช้ glassdoor บ้างนิดหน่อย) มัน effective มากจริงๆ เพราะ recruiter จากทั่วโลกรวมตัวกันอยู่ในนั้น เราต้องทำตัวให้มีตัวตนนอกจากเราหางานแล้วเราต้องให้คนหาเราให้เจอด้วย ใครยังไม่มี Linkedin รีบสร้างเลยตั้งแต่วันนี้ อันนี้บอกจริงๆไม่ได้โฆษณา

5. #เช็คJob : อันนี้ขอบอกว่าเป็นส่ิงที่เราทำจนเป็นนิสัยเลยค่ะ ทุกเช้าเราจะเข้ามาแล้วก็เช็ค Section Job ใน Linkedin นอกจากตำแหน่งที่ระบบจะ recommend ให้เราทุกวันแล้ว เราต้องลอง search หาเองด้วย คีย์เวิร์ดที่เรามักใส่ไปในช่อง search คือคำว่า Thai และ Asian Language เพราะเรารู้สึกว่างานที่เราจะมีโอกาสได้มากกว่าคนชาติอื่นๆที่ฟาดฟันหางานกันอย่างบ้าคลั่งคือภาษาไทยนั่นเอง สำหรับคนอื่นๆที่คิดว่าเรามีแต้มต่อด้านไหนก็ให้ใส่คีย์เวิร์ดในช่อง search ไปได้เลยเช่นกันค่ะ

6. #เซ็ทCareerInterest : สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ ใน Linkedin เนี่ยมันมี feature อันนึงชื่อว่า Career Interest จะทำให้เราสามารถเซ็ทได้ว่าขณะนี้เรากำลังเปิดรับงานใหม่อยู่นะจ๊ะแบบลับๆ โดยถ้าเราเซ็ทเปิดไว้ไม่ต้องห่วงว่าคนที่บริษัทจะรู้ เพราะนางจะบล็อคไม่ให้คนที่เขียนโพรไฟล์ว่าทำงานบริษัทเดียวกันรู้ (แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นนางไม่รับรองนะว่าคนที่บริษัทจะไม่รู้ ชีวิตคือความเสี่ยงค่ะ 555)

7. #ติดต่อRecruiter : (recruiter = headhunter) สำหรับคนที่ทำข้อ 4 และ 6 มาแล้วสักระยะ (ซึ่งเราเปิดมานานแล้วเพราะอยากที่บอกว่าหางานใหม่มาสักพักละ) เราก็มี recruiter ติดต่อมาหลังไมค์เยอะพอสมควร แนะนำวิธีการคุยกับ recruiter ที่อาจจะเสนองานมาให้เราแต่เรายังไม่สนใจคือให้ปฏิเสธแบบสุภาพ และให้ keep connection กันไว้ก่อน เพราะเราไม่รู้เลยว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ... พอหลังจากที่เราได้ทราบข่าวเรื่องบริษัทเราก็ส่งเมจเสจไปหา recruiter ทุกคนที่เคยติดต่อเรามาหลังไมค์เลยค่ะ แล้วก็บอกว่าตอนนี้สถานการณ์ของเราทำให้เราต้องรีบหางานด่วน คือขั้นแรกเราต้องเข้าใจก่อนนะว่า recruiter แต่ละคนนางก็ติดต่อคนไว้เยอะ บางคนก็อาจจะเคยติดต่อเรามาแล้วก็ลืมๆเราไปแล้ว การที่เราส่งเมจเสจไปก็จะเป็นการกระทุ้งให้เค้ารู้ว่า เฮ้ยๆ...ชั้นไงจำได้ป่าว แล้วเค้าจะได้ลองเช็คดูว่าใน inventory เค้ามีงานอะไรที่ตรงกับเราบ้าง ... recruiter ทั้งหลายนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้เราได้เข้าส้มภาษณ์งานหลายที่ แต่มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะ ข้อเสียคือบริษัทต่างๆเวลาที่เค้าหาคนส่วนใหญ่แล้วถ้าเราโปรไฟล์พอๆกันกับอีกคนนึงที่สมัครกับเค้าโดยตรงแต่เราถูกส่งไปโดย recruiter เค้าก็จะเลือกคนที่สมัครตรงมากกว่า เพราะเค้าจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่า agency fee ยิ่งถ้าเราเงินเดือนเยอะเท่าไหร่ โอกาสเรายิ่งได้น้อย เพราะค่า fee จะยิ่งสูง เพราะงั้นแนะนำว่าให้สมัครเองให้เยอะที่สุดก่อน ส่วนของ recruiter อาจจะเป็นงานที่ไม่ได้มีประกาศโดยตรง (งานที่ confidential) หรืองานที่เราคิดไม่ถึงว่าเราก็ fit กับตำแหน่งนั้นค่ะ

8. #Connection : ข้อนี้เป็นอีกข้อที่สำคัญมากอีกข้อนึงค่ะ จริงๆแล้วเรารู้สึกว่าเรามีข้อนี้จำกัดมากเพราะเราอยู่ที่สิงคโปร์มาแค่ปีครึ่ง คอนเนคชั่นเรายังมีไม่มาก แต่เราก็ใช้ทุกคอนเนคชั่นที่เรามีในการหางานครั้งนี้ อย่างนึงที่ต้องห้ามอายคือห้ามอายที่จะบอกว่าบริษัทเราจะปิด หรือเราโดนเลย์ออฟ หรือข้อจำเป็นอื่นๆที่เราทำให้เราต้องหางานใหม่ ต่างกับการที่เราจะหางานแบบลับๆนะ อันนี้เราต้องบอกเพื่อน บอกเพื่อนร่วมงานเก่า บอกหลายๆคน แล้วถามไปด้วยว่าบริษัทเค้าเนี่ยเปิดรับหรือเปล่า ฝากเรซูเม่เราไปให้ HR โดยตรงเราได้มั้ย หลายๆงานเราได้เข้าสัมภาษณ์เพราะเพื่อนเรา หรือเพื่อนร่วมงานเก่าเรา หรือแม้แต่ partner ที่เคยทำงานด้วยกัน หรือแม้แต่กระทั่งลูกค้า (อันนี้ฮา...ลูกค้ายังช่วย) refer เราเข้าไปค่ะ เราเองก็ช่วยเพื่อนร่วมงานเราที่กำลังหางานเหมือนกันนะ เช่น ช่วย refer ไปให้คนที่เคยติดต่อเรามาก่อนแต่ตำแหน่งเราไม่เปิดแต่ตำแหน่งเค้าเปิดอะไรแบบนี้ ช่วยกันไปช่วยกันมา

9. #เตรียมสัมภาษณ์ : เราเคยคิดนะว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการที่เราควรจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะเค้าไม่ได้เลือกเราอย่างเดียวเราต้องเลือกเค้าด้วยดังนั้นปกติเราจะไม่ค่อยได้เตรียมอะไรไปเลยก่อนสัมภาษณ์ แต่เป็นความคิดที่ผิดมากค่ะ เพราะจริงๆแล้วการที่เราเรียนรู้ว่าบริษัทเค้าหรืองานที่เราจะเข้าไปสัมภาษณ์เนี่ยเกี่ยวกับอะไรก็จะช่วยให้เรารู้เขารู้เรามากขึ้น เราจะได้รู้ด้วยว่าชอบงานนั้น อยากได้งานนั้นจริงๆหรือเปล่า โดยเฉพาะช่วงที่ต้องสัมภาษณ์เยอะๆย่ิงสับสนนะพูดตรงๆ ... จริงๆช่วงสัมภาษณ์งานเยอะๆนี่เราได้ความรู้เยอะเลยทีเดียวนะ ทั้งยิ่งสัมภาษณ์เยอะยิ่งเหมือนได้ฝึกการตอบ (คำถามมันก็ซ้ๆำกันนั่นแหละ) แถมต้องอ่านบทความเยอะมากเพราะเราต้องศึกษาธุรกิจของแต่ละบริษัทที่เราต้องไปสัมภาษณ์ บางบริษัทต้องเตรียมทำการบ้าน ทำสอบข้อเขียน ทำพรีเซนเทชั่น เยอะมากกกกกกกกกก เป็นช่วงที่เรียกว่าทั้งยุ่งมาก ทั้งได้ความรู้เยอะมาก บางอยากที่เราอยากเรียนรู้มานานแล้วแต่ไม่มีแรงผลักดันให้เรียนหรือให้อ่านก็ช่วงนี้นี่แหละ ยังกับแรงถีบ 55555

10. #เหนื่อยได้แต่ห้ามนาน : ขอบอกเลยว่าช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมาของเราเป็นช่วงเวลาที่เครียดมากกกกก แต่เราก็ทำตามข้อ 2 คือต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ถึงแม้จะรู้สึกว่าเหนื่อยแต่เราต้องบอกตัวเองไว้ว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไป พักได้แต่ให้ได้งานก่อนแล้วจะได้พักแบบสบายใจ (เอาจริงๆพักตอนที่ยังไม่ได้งานเนี่ยยังไงมันก็มีอะไรติดใจอยู่ พักก็ไม่ค่อยสบายใจหรอก 5555) ทำให้เรามีแรงผลักดันให้เราทำเต็มที่กับทุกๆการสัมภาษณ์ เพราะจริงๆคือเราอยากพักแล้ว 555555

11. #อย่าทิ้งโอกาส : เราหว่านใบสมัครไปเยอะมาก เยอะมากๆจริงๆ และก็ได้ถูกเรียกสัมภาษณ์เยอะมากๆ แต่ละสัปดาห์เราเข้าสัมภาษณ์ทั้งรอบแรกและรอบอื่นๆ ทั้งทางโทรศัพท์ ทาง video call ทั้ง face-to-face สัปดาห์ละประมาณ 3-4 ครั้ง ชีพจรลงเท้ามากๆ แต่เราคิดว่าทุกๆการสัมภาษณ์คือโอกาส เราไปทุกที่ที่เรียก เราคุยกับทุกๆคนที่อยากคุยกับเรา เพราะการเข้าสัมภาษณ์ทำให้เราได้เรียนรู้งานจากเจ้าของงาน ได้ฝึกการตอบไปในตัวอีกด้วย ไม่แน่เราอ่าน JD เราอาจจะไม่ชอบแต่พอเราได้เข้าไปคุยเราอาจจะชอบก็ได้ และนอกจากนี้คนที่สัมภาษณ์เราเราก็เก็บเข้าไปเป็น professional network ของเราไปได้อีกในอนาคต โอกาสอาจจะไม่ใช่ของเราในวันนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ ... ตอนนี้ professional network ใน Linkedin เราโตขึ้นเยอะมาก เพราะหลังจากเราสัมภาษณ์เราก็ add คนสัมภาษณ์เพื่อส่งเมจเสจไปขอบคุณแล้วก็จะได้ keep in touch ไว้สำหรับอนาคต สรุปช่วงสัมภาษณ์งานแค่สองเดือนเรารู้จักคนในสายงานเดียวกันที่ทำงานคนละที่มากกว่าเราทำงานเต็มๆมาปีครึ่งอีก 5555


12. #ไม่ท้อถ้าถูกปฏิเสธ : เราเชื่อว่ากว่าที่เราจะได้งานเราต้องผ่านการถูกปฏิเสธมาแล้ว เราเองก็โดนมาหลายครั้ง โดนครั้งแรกๆก็ท้อนะ แบบบางงานเราอยากได้มาก เราเต็มที่มากแต่สุดท้ายเราก็ไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเค้า เหมือนอกหักรักคุด (ดราม่า T_T) คำแนะนำคือพยายามเอาสติกลับมาให้เร็วที่สุดแล้วเริ่มใหม่ เพื่อนเราหลายคนพอคิดว่าจะได้ๆแล้วก็หยุดหางานไปสักพัก พอผลออกมาว่าไม่ได้ก็ดาวน์มากไม่มีอารมณ์จะหางานอีก แต่สำหรับเราเราต้องเดินหน้าต่อค่ะ เราก็ดาวน์นะแบบอารมณ์ขึ้นๆลงๆหลายครั้งแต่เราไม่มีเวลามาคิดเยอะเลยต้องเรียนรู้การจัดการอารมณ์ให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

13. #สิ่งศักดิ์สิทธิ์ : อันนี้ขำๆนะคะ แต่เนื่องจากเราเครียดมาก เราก็พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง 555 ตอนอยู่ไทยก็ไปไหว้พระพรหมณ์ เอราวัณมา กลับมาสิงคโปร์ก็ไปถามเพื่อนว่าวัดไหนศักดิ์สิทธิ์หมด อีนางก็ไปมันทุกวัดเลยค่ะ 55555 บางทีก็ต้องการที่พึ่งทางใจเนาะ แต่สุดท้ายพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวไม่ได้นะ เราต้อง work hard ด้วยค่ะ


หมดแล้วค่ะ 13 ข้อจากประสบการณ์ของเราจากการหางานอย่างโคตรหนักหน่วงของเราตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้ได้งานแล้วค่ะ เย้! (แต่ยังไม่เป็นทางการนะเพราะยังไม่ได้เซ็น แต่คงไม่น่าจะพลิกโผเนาะ) ขอบอกตรงๆว่า offer ที่ได้มา ได้มาจากการ refer และการที่ทางบริษัทติดต่อเรามาเองทาง Linkedin ค่ะ เราว่าย่ิงบริษัทใหญ่ๆ ถ้าเราโพล่งสมัครงานไปโดยตรงโอกาสยากมากที่เราจะได้เข้าสัมภาษณ์ ถ้าเรามีเพื่อนเป็นคนในที่ช่วยส่งเรซูเม่เราเข้าไปให้โอกาสที่จะได้เข้าสัมภาษณ์งานมีมากกว่า เพราะเราก็ต้องเข้าใจเนาะว่า HR นางก็ต้องอ่านเรซูเม่วันๆนึงเป็นร้อยเป็นพันก็อาจจะมีผ่าสตาไปบ้าง ถ้ามีคนแนะนำไปก็เหมือนช่วยนาง shortlist ในระดับหนึ่ง มีตำแหน่งนึงเราสมัครไปเองตั้งนานนนนไม่เรียก จนมีเพื่อน refer เข้าไปให้ (มารู้ที่หลังว่ามีเพื่อนทำงานอยู่) สามวันเค้าเรียกสัมภาษณ์เลย เรซูเมอันเดียวกันแต่ต้องใช้แรงเชียร์ 555555 ช่วงที่หาอยู่ก็มีหวั่นไหวอยู่เหมือนกันนะ เพราะเพื่อนที่ไทยก็ชักชวนกันหลายคนว่ากลับบ้านเรามั้ยไปทำงานด้วยกัน คนที่เคยทำงานด้วยที่ญี่ปุ่นก็ถามว่าพิจารณางานที่โตเกียวมั้ย มีคนช่วยไปทำงานด้วยหลายคน แต่ก็ตัดสินใจแน่วแน่ค่ะว่าจะหาที่นี่ก่อนเพราะรู้สึกว่าเรายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ

หวังว่าบทความยาวๆวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆทุกคนที่กำลังหางานอยู่ หรือคิดจะเปลี่ยนงาน หรือบริษัทเกิดเทเราขึ้นมาในอนาคตนะคะ (ช่วงนี้เห็นบริษัทที่ไทยในหลายธุรกิจเริ่มปิดตัวหรือเลย์ออฟพนักงานบ้างเพราะมีการ reorganization บ้างแล้ว) เราคาดเดาอนาคตไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเตรียมตัวไว้ก่อนแต่เนิ่นๆรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนะคะ

สู้ๆค่ะ เราทำได้ทุกคนก็ต้องทำได้!!!!

ปล. ส่วนเงินชดเชยในกรณีถูกเลิกจ้างนี่ไม่ได้เลยสักบาทททท เพราะกฎหมายแรงงานสิงคโปร์จะชดเชยให้ต่อเมื่อทำงานเกิน 3 ปี -_-;

Wednesday, June 14, 2017

บันทึก 1 ปีชะนีติดเกาะ


วันนี้เมื่อปีที่แล้ว (จริงๆแล้วก่อนวันนี้สักเดือนนึง) เราตัดสินใจทิ้งชีวิตที่เมืองไทยแล้วลากกระเป๋ามาล่าฝันที่สิงคโปร์ เคยมีคนถามว่าทำไมถึงตัดสินใจมาติดเกาะตอนที่อายุก็เริ่มเยอะแล้ว (เอ่อะ..ช็อก) คือมันเป็นช่วงอายุที่น่าจะเริ่ม settle down กับชีวิตได้แล้วไง การตัดสินใจทิ้งหน้าที่การงานที่เริ่มก้าวไปได้เป็นอย่างดีที่ไทย โพรไฟล์ก็สร้างไว้เยอะแล้ว คนในวงการงานเดียวกันก็เริ่มมีเน็ทเวิร์ครู้จักกันเป็นอย่างดี เหมือนจะเป็นชีวีที่เบิกบาน ... การตัดสินใจครั้งนั้นถือว่าเป็นความตัดสินใจที่ค่อนข้างลำบากพอสมควร แต่ตอนนั้นจำได้เลยว่าถ้าไม่ตัดสินใจก้าวออกมาตั้งแต่วันนี้ ไม่รู้ชีวิตนี้จะได้ออกจากประเทศมาเจออะไรใหม่ๆอีกเมื่อไหร่ ... จับพลัดจับผลูมีสามีขึ้นมาทำไง ไม่ออกจากประเทศแน่นอน 55555
วันนี้เลยขอมาเล่าให้ฟังตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจมาติดเกาะที่สิงคโปร์ และสรุปเล็กๆน้อยๆ ว่า 1 ปีที่ผ่านมาเราได้อะไรมาบ้าง
1. ทำไมถึงตัดสินใจมาติดเกาะ ง่ายๆเลย ตอนนั้นรู้สึกตันแล้วกับหน้าที่การงานของตัวเอง (เรารู้สึกเองนะไม่มีใครทำให้รู้สึก) ตอนนั้นบอกไม่ถูกว่าเราจะเดินก้าวไปข้างหน้าต่อไปได้ยังไงในสายอาชีพ เริ่มมีหลายคนชวนไปทำงานด้วยกัน แต่ตอนนั้นก็ถามตัวเองนะว่าถ้าเราจะก้าวหน้ามันต้องมีอะไรมากกว่าการย้ายบริษัท .... ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ..หางานต่างประเทศเลยละกัน เราทำงานเกี่ยวกับ communication / marketing อยู่แล้ว มันจะมีอะไรที่จะดีไปกว่าการก้าวข้ามตลาดของเราเองแล้วไปศึกษาตลาดต่างประเทศบ้าง เลยเริ่มๆหางานค่ะ ตอนนั้นหาที่สี่ที่เป็นหลัก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน แล้วก็โตเกียว มีสัมภาษณ์มาแล้วทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง แล้วก็โตเกียว (ส่วนไต้หวันยากมาก เพราะเราไม่ได้ภาษาจีน) สรุปว่าได้งานที่สิงคโปร์ก่อนก็เลยตัดสินใจมา
2. เคยมีคนถามว่าหางานได้ไงที่สิงคโปร์เก่งจัง ... คนที่อยากมาทำงานที่นี่ขอแนะนำอย่างแรงกล้าเลยค่ะว่าให้สร้างโพรไฟล์ Linkedin ไว้ อย่าลืมว่าเราไม่ได้หางานอยู่คนเดียว เราต้องทำตัวให้ visible ในหมู่ recruiter / headhunter ด้วย เหล่าบุคคลเหล่านั้นจะคอยสอดส่องโพรไฟล์ของคนทั้งหลายบน Linkedin กันเป็นประจำทุกวัน จะบอกว่างานที่ถูกเรียกสัมภาษณ์ทั้งหมดในข้อ 1 เป็นงานที่ได้จาก headhunter ที่เจอโพรไฟล์ของเราจาก Linkedin ทั้งหมด โชคดีที่ได้ภาษาญี่ปุ่นอีกภาษาด้วยถือว่าเป็น advantage ของเรามากๆ เพราะคนที่ได้ trilingual มันไม่เยอะ (ต้องขอขอบคุณปะป๊าและมะหมี่มา ณ ที่นี้ที่ให้เราไปอยู่ญี่ปุ่นในวันนั้น) เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าจะหางานใหม่ อย่าลืมทำโพรไฟล์ Linkedin ไว้นะคะ แล้วเข้าไปเช็คบ่อยๆ ถ้าเรา active บ่อยๆ โพรไฟล์เราจะยิ่งมีคนเห็นมากขึ้น
3. จำได้ว่าคืนก่อนที่จะเดินทางมาสิงคโปร์ นอนร้องไห้อ่ะ ... คือวินาทีที่จะย้ายมาจริงๆแล้วมันทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัว ทั้งไม่มั่นใจ ปะป๊ายังพูดเลยว่ามันเหมือนโมเม้นท์ที่ส่งเราไปเรียนที่ญี่ปุ่นครั้งแรก (ก็เอ่อ..สิบกว่าปีมาแล้ว) และครั้งนี้ไม่เหมือนตอนไปเรียนต่อนะ โตแล้ว ออกมาทำงานเมืองนอกคนเดียว ไม่มีใครมาช่วยเหมือนตอนเป็นนักเรียนแล้ว ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเอง แต่ตัดสินใจไปแล้ว ถอนตัวไม่ได้แล้ว ยังไงก็ต้องไป และแล้ววันนี้เมื่อปีที่แล้วก็มาถึง ... วันนี้เราขึ้นเครื่องบินมาอยู่ที่นี่
4. มาอยู่แล้ว culture shock มั้ย จริงๆแล้วไม่ช็อคเท่าไหร่ เพราะตอนทำงานก็มา business trip ที่สิงคโปร์บ่อยมาก คือนอกจากโตเกียวแล้วก็สิงคโปร์นี่แหละที่หลับตาเดินได้ แต่สิ่งที่ไม่เรียกว่าช็อค แต่เรียกว่าเสียเซลฟ์ดีกว่า คือ เรื่องความสามารถภาษาอังกฤษของเรา
5. จากคนที่เคยคิดว่าภาษาอังกฤษชั้นเนี่ยแหละหนึ่งในตองอูนะเว้ยเฮ้ย สอบเอ็นท์ได้อังกฤษยังเกือบเต็ม (ใข่ค่ะรุ่นสอบเอ็นท์ค่ะ...รู้อายุเลยสินะ) สอบ TOEIC ยังตอบผิดไปข้อเดียว ก่อนมามั่นใจมากกกกกก สบายยยยยยยย ... แต่มาถึงแล้วมันไ้ม่ใช่ยังงั้นหว่ะแก คือพอตอนเรียน ตอนอ่านหนังสือ ตอนเขียน thesis ตอนทำข้อสอบมันไม่เหมือนกัน รู้สึกเลยว่ามาอยู่นี่ทำไมภาษาชั้นง่อยจังอ่ะ อาจจะเป็นเพราะคำศัพท์ที่ใช้ตอนทำงานกับที่เคยใช้มาตลอดชีวิตมันคนละอย่างกันเหวย แล้วนึกออกมั้ยเราอ่ะไม่ใช่คนพูดน้อยนะ แต่เวลาอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วย English Native Speakers ทั้งอังกฤษ อเมริกา สิงคโปร์ หรือแม้แต่อินเดีย ดิชั้นตัวลืบมากกกก เห้ยยย คือไม่ได้ไม่มีความเห็นไง แต่พูดไม่ทันไงแกกกกกกกกก
6. หลายคนอาจจะสงสัยว่าอยู่สิงคโปร์แพงมั้ย บอกตรงๆนะคะว่า ... ก็แล้วแต่ว่าอะไร มันมีหลายอย่างนะที่แพงกว่าเมืองไทยเยอะ เพราะอย่างว่าประเทศเค้าเป็นเกาะไง ที่มันก็น้อย ผลิตอะไรมาเองก็ไม่ค่อยได้ น้ำเปล่ายังต้องอิมพอร์ตมาจากมาเลย์เลย มีครั้งนึงปุ่มกดส้วมที่บ้านพัง...ซีดเลยค่ะ ค่าอะไหล่บวกค่าบริการแพงมากกกก (ความเดิมตอนที่แล้ว http://bit.ly/2rS4vSD) แต่บางอย่างที่จะบอกว่าจริงๆแล้ว เห้ย มันโอเคนะ มันไม่ได้แพงขนาดนั้น อย่างเช่น อาหาร หลายคนคิดว่า เห้ย อยู่ได้ไงอาหารแพง .... แต่ขอบอกว่าถ้ามาอยู่จริงๆมันสามารถหาได้นะอาหารที่มันไม่แพงอ่ะ แบบ S$3-4 (75-100 บาท) เนี่ยหาได้ง่ายๆ เหมือนกินข้าวกลางวันที่ food court central world เลยอ่ะแก ค่าเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะก็ถูกมาก เราใช้เดินทางไป-กลับที่ทำงาน (ถ้าไม่ได้ไปไหนต่อ) ก็ตกอยู่ที่วันละ S$2 (50 บาท) เอง แล้วรถสาธารณะมันไม่ได้ง่อยๆนะ คือดี คือตรงเวลา เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ดีมากๆ
7. แต่เหล้าแพง ... ก็ดีกินเหล้าน้อยลงไปโดยปริยาย ประหยัดตังค์ หะๆ
8. นอกจากการเดินทางสะดวกแล้ว จริงๆสิ่งที่ดีมากเวลามาอยู่ที่นี่คือมันปลอดภัยมาก คือที่นี่ทุกคนเกรงกลัวกฎหมาย (ถึงแม้ว่ามันจะมีกฎหมายแปลกประหลาดบ้างหลายข้อ เช่น ไม่กดส้วมสาธารณะโดนจับได้ ไว้วันหลังจะมาเขียนให้อ่าน) ไปเดินพวกตลาด หรืออีเว้นท์ที่มันเบียดๆนะไม่ต้องมีใครประกาศเหมือนศูนย์สิริกิติ์นะว่าระวังกระเป๋าสตางค์ มันโอเคจริงๆแก คือตอนที่มาแรกๆเกือบโดยเอเจ้นท์บ้านหลอกกินตังค์ไปฟรีๆ (ความเดิมตอนที่แล้ว http://bit.ly/2rRX25Y) ตอนแรกก็รู้สึกแย่มากแต่พอเพื่อนโทรไปจัดการว่าจะแจ้งตำรวจก็คดีพลิกทันทีได้เงินคืนง่ายๆซะงั้น คือแบบ เฮ้ย..คนที่นี่เค้ามีความเกรงกลังกฎหมายจริงๆ
9. มีอย่างนึงที่ชอบมากคือการข้ามถนนทางม้าลายไม่ต้องมองซ้ายมองขวา ข้ามได้เลย รถหยุดให้ ไม่โดนรถชนตายแน่นอน ... อันนี้ทำให้คราวก่อนกลับเมืองไทยมีความเก้ๆกังๆในการเดินข้ามทางม้าลายเล็กน้อย สกิลการข้ามถนนลดลง
10. มาพูดเรื่องภาษากันบ้าง มีคนถามหลายคนมาก เห้ย ไหวเหรอ ... ฟัง Singlish ออกเหรอ ก็ยอมรับกันตรงๆว่าตอนแรกขำมากกกก คือฟังไม่ออกกกก พูดอะไรกันเหรอแกร๊ แต่ไปๆมาๆก็ฟังรู้เรื่องละ ตอนนี้รู้บริบทการใช้ Lah / Lor / Leh และ (มันมีมากกว่า Lah เยอะนะจริงๆแล้ว) แล้วก็มีความอะเมซิ่งหลายๆอย่าง คือคำศัพท์บางคำที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเรารู้เรื่องนะ เพราะมันมีรากภาษามาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน (ญาติกับแต้จิ๋ว) เช่น ก๋วยเตี๋ยว เก้าอี้ หรือแม้แต่คำบางคำที่ไม่รู้มันคือภาษาอะไรเราก็มารู้ที่มาที่นี่ เช่น เราเข้าใจว่า "คริสตัง" คือคนคาทอลิกเฉยๆมาตลอก (แบบคริสเตียน คริสตัง) แต่จริงๆแล้วมันมาจากคำว่า Kristang คือ คนที่เป็นลูกผสมสืบเชื้อสายมาจากโปรตุเกส และมะละกา
11. มันให้ความรู้สึกต่างจากตอนไปอยู่ญี่ปุ่นมากนะ เพราะถึงแม้เราจะรู้สึกว่าญี่ปุ่นใกล้ตัวเรามาก เพราะเรารับวัฒนธรรมป็อปจากญี่ปุ่นมาแต่เด็ก แต่จริงๆแล้วมันแตกต่างจากรากเหง้าเรามาก ตอนที่เราไปญี่ปุ่นคือเริ่มใหม่หมดทุกอย่าง ต้องเข้าใจอะไรใหม่หมดทุกอย่าง พอมาอยู่นี่กลับรู้สึกเหมือนเราได้ต่อยอดความรู้จากสิ่งที่เรารู้มาแล้ว เราได้ discover สิ่งที่เรารู้มาก่อนแต่รู้ไม่ลึกอ่ะ มันให้ความรู้สึกฟินกันคนละแบบนะ
12. มาอยู่ที่นี่เราจะงงมาก คืองงมากว่าเราอยู่ประเทศอะไรวะ เดินไปกลางถนนนะจะมีคนพูดภาษานั่นนี่ ภาษาอะไรก็ไม่รู้อ่ะ เดินสวนเราไปตลอดเวลา คือที่นี่มัน mix มาก mix มากมากกกกกก นอกจากดั้งเดิมที่มีคนหลายชาติพันธุ์มาอยู่รวมกันแล้ว เนื่องจากนางเป็น regional hub ของภูมิภาคนี้เลยมีคนต่างชาติมาอยู่เยอะมากมากกกกกกกก
13. ความยากลำบากของการอยู่ที่นี่มีสิ่งหนึ่งที่รู้สึกมาก คือเรารู้สึกว่าเราด้อยอ่ะ เรารู้สึกเลยนะว่าเราไม่เก่งพอ คืออย่างที่บอกว่าที่นี่เป็น regional hub มันก็จะรวมคนเจ๋งๆ มาอยู่ที่นี่ เรากลายเป็นเห็บหอยไปเลย คือเรารู้สึกตัวเล็กมากเมื่อเที่ยบกับคนที่นี่ ขนาดไปยิมนะ ตอนแรกเราคิดว่าเราเนี่ยแหละแข็งแรงมาก มาเจอสาวสิงคโปร์เท่านั้นแหละ อีบ้า...เอาแรงมาจากไหนวะแก อย่าว่าแต่คนต่างชาติที่มารวมกันที่นี่เลย คนสิงคโปร์เองพวกนางก็เก่ง เคยอ่านบทความนึงบอกว่าคนสิงคโปร์จริงๆแล้วไม่เยอะที่มีประสบการณ์ไปเรียนหรือทำงานที่ต่างประเทศ แต่ที่พวกนางเก่งขนาดนี้ต้องชมระบบการศึกษาของนางนะ มหาลัยนางติดอันดับโลกนะจ๊ะ คือมันทำให้เราท้อใจในระดับหนึ่งนะ แบบเราทิ้งความเจ๋งที่เราเคยทำไว้ที่ไทยมาหมดเลยแล้วมาเริ่มใหม่แบบนี้เราคิดถูกหรือเปล่าแต่ตอนนี้คิดได้และ คิดว่ามันเป็นแรงฮึดให้เรารู้สึกว่าเราอยากเก่งกว่านี้ อยากทำได้มากกว่านี้ อยากแข็งแรงกว่านี้ ฮึบๆ บอกตรงๆว่าก็เริ่มหางานใหม่มาสักพักละ เห็นท้อมาแล้วหลายลูก แต่ก็ไม่ยอมแพ้หรอก จะหน้าด้านส่งใบสมัครต่อไปนี่แหละ มันต้องได้สักที่แหละวะ!
14. เรื่องร้ายๆก็มีนะไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่ว่าจะชื่นชมอะไรพวกนางขนาดนั้น อย่างที่เล่าไปข้อก่อนๆ แล้วเรื่องเกือบโดนโกง และความแพง มาอยู่ที่นี่มันมีความรู้สึกแย่หลายอย่าง อย่างเช่น ในการที่เราเป็นคนไทย เป็นผู้หญิงไทยอ่ะ คือ sterotype มันก็ถูกมองแย่ไประดับนึงแล้ว เคยไปดู stand up comedy ครั้งนึงแล้วนางถามเราว่าเรากับเพื่อนที่ไปด้วยกันเจอกันที่ไหน Orchard Tower หรือเปล่า (Orchard Tower คือแหล่งร่วมการค้าบริการที่คิดว่าน่าจะถูกกฎหมาย) เพียงเพราะว่านางรู้ว่าเราเป็นคนไทย แต่คนสิงคโปร์ที่ชอบเมืองไทยมากๆ ชอบคนไทยมากๆก็มีนะ คนสิงคโปร์พูดไทยได้ ชอบดูหนังไทย ละครไทยคือมีเยอะจริงๆ เราว่ามันก็แอบปะปน หรือเรื่องความเปิดกว้างทางความคิดนางไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่นะพูดเลย อย่างสื่อนางก็โดนคุมโดยรัฐบาลอย่างหนัก (ไม่แน่ใจว่าคุมไปถึง social media / online หรือเปล่า) หรือล่าสุดที่ Facebook เปิดให้ใช้ปุ่มสายรุ้งเพื่อเดือน LGBT ที่นี่นางก็ไม่เปิดให้ใช้นะจ๊ะ นางยังรับไม่ได้เรื่องนี้ ... เราเลยไม่มีสายรุ้งใช้ไปด้วยเลย T T
15. สุดท้าย ... คุ้มมั้ยมาอยู่ที่นี่ ก็คุ้มนะ...ถ้าเรื่องเงินตอนแรกคิดนะ โหเงินเดือนหลักแสน สบ๊ายยยยย แต่จ่ายค่าบ้านไปก็ไม่ค่อยสบายละ สรุปเหลือเงินเก็บนิดเดียว แต่เนื่องจากค่าครองชีพเนี่ยแหละถ้าเราประหยัดๆหน่อย เราสามารถเจียดเงินเดือนเราไปซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น ฮ่องกงไรงี้ได้เเลย (ถ้าอยู่ไทยอาจต้องอดออมสักสามสี่เดือน) ไม่ต้องไปยุ่งกับเงินเก็บเลยนะ หลายคนบอกว่าสิงคโปร์น่าเบื่อประเทศเล็กนิดเดียวไม่มีไรทำ ธรรมชาติอะไรก็ไม่มี แต่จริงๆแล้วมันมีอะไรให้ทำเยอะนะ เราว่าขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนแบบไหน ถ้าแอคทีฟๆแบบเราเนี่ย ยังไงก็ต้องหาอะไรทำ ไม่เบื่อหรอก สนุกจะตาย (อีกอย่างมีตังค์บินไปเที่ยวประเทศใกล้ๆได้ ไม่แพง) คุ้ม!
โห...เลื่อนกลับไปดูยาวมากเลยอ่ะ ถ้าใครอ่านมีถึงตรงนี้ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้อ่านบทสรุป 1 ปีของชีวิตเราในสิงคโปร์จบแล้ว 55555 เราก็ยังจะอยู่ต่อไปนะ ไม่รู้อยู่ถึงเมื่อไหร่ อาจจะอยู่จนถึงตอนที่รู้สึกว่ามันไม่มี room ให้เติบโตต่อแล้ว หรือว่ามีโอกาสอื่นที่เจ๋งกว่ารออยู่ อีกอย่างเซ็นสัญญาบ้านไปและ อย่างน้อยก็ต้องห้ามออกจากเกาะนี้ไปอีกหนึ่งปีแหละ 55555
ขอบคุณที่ติดตาม และมาติดตามกันต่อไปน้าาาาา <3 span="">

ปล. สามารถติดตามรายละเอียดทุกซอกทุกมุมของสิ่งที่เราทำได้ที่เพจ Boring Singapore เผื่อใครยังไม่รู้ว่าทำเพจมาปีนึงและ 55555



Sunday, September 20, 2015

40 สิ่งที่คนไทยที่ (เคย) เรียนที่ญี่ปุ่นเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

เพิ่งได้อ่านบทความ 24 things only Thais who have studied in the UK will understand มาแล้วรู้สึกว่า จริงๆแล้วคนไทยที่เรียนที่ญี่ปุ่นนั้นจริงๆแล้วมันมีเรื่องประหลาดให้เล่า ให้ฟังเหมือนกัน …. เลยขอเป็นกระบอกเสียง (อีกแล้ว) แทนทุกท่านลิสต์ 40 ข้อนี้ขึ้นมา จริงๆถ้าเขียนสัก 20 ข้อก็จะใส่รูปให้มันสวยงามอยู่หรอก แต่นี่มันตั้ง 40 ข้อ ใส่รูปไม่ไหวจ้า 5555555+

ใครมีเพิ่มเติมเม้นท์ได้เลยนะคะ เผื่อจะได้สัก 100 ข้อ 5555+

cover.jpg

  1. คุณไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฤดูใบไม้ผลิคนเป็นหวัดกันเยอะจัง … จนคุณอยู่ญี่ปุ่นมาได้ 2-3 ปี หน้ากากอนามัยก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ เพราะจริงๆแล้วมันไม่ใช่หวัด แต่มันคือการแพ้เกสรดอกไม้!!
  2. ถ้าคุณเรียนคอร์สอินเตอร์ สิ่งที่คุณรู้สึกลำบากมากในช่วงแรกๆ คือการฟังสำเนียงภาษาอังกฤษของอาจารย์ ซึ่งตอนหลังคุณแทบจะพูดสำเนียงนั้นได้เลย
  3. คุณเป็นคนกินเหล้าไม่ค่อยเก่ง จนวันที่อาจารย์ชวนคุณไปปาร์ตี้โนมิโฮได (ดื่มไม่อั้น)
  4. ปาร์ตี้ของคุณและเพื่อนส่วนใหญ่จะไปจบลงที่ร้านคาราโอเกะ
  5. คุณไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ปาร์ตี้ให้จบในที่เดียว จน “นิจิไก” (ปาร์ตี้ต่อรอบสอง) กลายเป็นคำพูดที่คุณมักจะเอ่ยขึ้นมาเอง
  6. จักรยานแม่บ้านกลายเป็นพาหนะประจำกายของคุณ
  7. คุณมักจะขึ้นหรือเปลี่ยนสายรถไฟผิดเสมอ ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีคุณก็ยังเปลี่ยนผิดอยู่
  8. คุณเริ่มคุยโทรศัพท์ไปโค้งให้โทรศัพท์ไป
  9. เพื่อนที่จะมาเที่ยวญี่ปุ่นมักจะให้คุณแนะนำร้านอาหารให้ ซึ่งคุณจะลำบากใจมากเพราะปกติคุณกินแต่ข้าวโรงอาหาร
  10. ร้านเอเชียซูเปอร์สโตร์เป็นที่ที่คุณมักจะเซอร์ไพรส์เสมอเมื่อคุณได้เข้าไป (หรือเข้าไปดูในเว็บ) เพราะคุณจะได้พบของไทยหลากหลาย กระทั่งข้าวหลาม หรือหนังสือคู่สร้างคู่สม
  11. เวลาไปร้านอาหารไทยคุณมักจะบอกแม่ครัว หรือพนักงานเสิรฟ์ว่า “ขอรสชาติแบบคนไทย”
  12. คุณเริ่มฝึกทำอาหารไทยยากๆเพราะคุณคิดถึงอาหารไทยมาก หรือไม่ก็มักจะไปกินข้าวบ้านเพื่อนคนไทยที่ทำอาหารเก่งแทน
  13. ปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนของคุณมักจะจบลงด้วยการนั่งหน้าหม้อไฟฟ้า ต้มนาเบะ (หม้อไฟ) กินร่วมกัน
  14. เมื่อคุณเริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นได้ คนญี่ปุ่นมากจะพูดกับคุณว่า “日本語上手ですね!” (ภาษาญี่ปุ่นคุณเก่งมากๆ) ทั้งๆที่คุณเพิ่งพูดได้แค่สั่งอาหาร และเก็บตังค์
  15. คุณเริ่มหาวิธีการหลบหลีกการจ่ายเงินให้คุณลุง NHK ทั้งการฝึกพูดว่า “I don’t speak Japanese” หรือการพยายามบอกว่า โทรทัศน์เสีย
  16. คุณเริ่มรู้สึกว่าการลงทะเบียนไปร่วมงาน TSAJ Ski Trip ของสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก  สิบนาทีเต็มเป็นไปได้ยังไง
  17. โคทัตสึ และผ้าห่มไฟฟ้ากลายเป็นอุปกรณ์คลายหนาวที่สำคัญของคุณในหน้าหนาว
  18. ถุงโชคดีเป็นสิ่งที่คุณปรารถนาเมื่อก้าวเข้าสู่วันปีใหม่ เพราะมันคุ้มมากมากกกก
  19. คุณเริ่มมีความอดทนในการต่อแถวมากขึ้น
  20. คุณมักจะวิ่งออกจากรถไฟไปรับโทรศัพท์ พร้อมกับเข้าใจว่า Manner Mode คือการปิดเสียงโทรศัพท์ในรถไฟไม่ใช่การมีมารยาทอย่างอื่น
  21. คุณเริ่มเคยชินกับแผ่นดินไหวเพราะมันเกิดขึ้นทุกวัน เวลาเกิดขึ้นตอนนนอนคุณจะเริ่มรู้สึกว่า เออดี...เหมือนมีคนมาเขย่าเปลกล่อมให้นอน เอ่เอ๊
  22. คุณเคยประหลาดใจว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงหลับแล้วตื่นมาตรงสถานีที่จะลงตลอด จนคุณเริ่มทำได้เอง
  23. ไม่ว่าคุณจะพูดกับใครก็ตามคุณมักจะหลุดคำว่า “เดโช้ว” “โยโรชิคุ” หรือ “อี้เน้”
  24. สำหรับคนโสด คุณมักจะอยู่บ้านในวันคริสต์มาสอีฟ และวันวาเลนไทน์
  25. คุณเริ่มมีภูมิต้านทานในการไม่นอนจนถึงเช้าด้วยสองเหตุผล คือ หนึ่งคุณนั่งปั่นงานวิจัยยันเช้า หรือสองคุณไปปาร์ตี้จนพลาดรถำฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้าน
  26. คุณไม่เคยรู้มาก่อนว่าหน้าร้อนของญี่ปุ่นนั้นร้อนมาก จนบิลล์ค่าไฟมาถึง … หลังจากนั้นคุณก็เลยไปซื้อพัดลมมาใช้แทนการเปิดแอร์ หรือไม่ก็ไปนอนตากแอร์ที่แล็ปทุกวันแทน
  27. คุณแทบไม่ไปหาหมอที่ญี่ปุ่นเลยถ้าไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เพราะการหาหมอที่นี่มัน เอิ่ม…
  28. หมอฟันก็เช่นกัน
  29. เพื่อนคนไทยที่จบหมอมาแล้วไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจึงมักจะเป็นที่พึ่งของคุณ
  30. คุณไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำ เพราะตามสถานีรถไฟหรือร้านสะดวกซื้อก็จะมีห้องน้ำให้คุณเข้า
  31. คุณรู้สึกเขินอายมากในตอนแรกๆที่ต้องยกถ้วยซุปขึ้นมาซด หรือการสูดเส้นราเม็งเสียงดัง …. จนตอนหลังคุณดันเอากลับมาทำที่ไทยด้วย
  32. รวมถึงคุณเขินอายสุดๆในครั้งแรกที่คุณต้องแก้ผ้าเข้าออนเซ็นร่วมกับเพื่อนๆ … จนเวลาผ่านไปคุณก็แก้ผ้าเข้าออนเซนแถมเม้าท์มอยกับเพื่อนพลาง แช่น้ำพลางเป็นชั่วโมง ปราศจากความเอียงอายอีกต่อไป
  33. ถ้าคุณเรียนที่โตเกียวคุณจะถนัดยืนชิดซ้ายบนบันไดเลื่อน ถ้าคุณไปเรียนที่โอซาก้าคุณจะถนัดยืนชิดขวา แต่ถ้าคุณไปเรียนทีเกียวโตคุณจะไม่ถนัดด้านไหนเลย
  34. คุณกะเวลาในการเดินทางได้เก่งมากเพราะทุกอย่างมีตารางเวลา แถมมาตรงเป๊ะ แม้กระทั่งรถเมล์ แต่ทุกอย่างพังทลายลงเมื่อคุณกลับมาเมืองไทย….
  35. คุณเดินได้อึดมากขึ้นมากๆ จนหลายๆคนมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง
  36. คุณยืนจ้องให้ประตูรถแท็กซี่เปิดเอง แถมจำกลับมาใช้ที่ไทยด้วย จนคนขับแท็กซี่ด่า
  37. คุณชินกับการมีบัตรใบเดียวขึ้นรถไฟสายไหนก็ได้ รถเมล์สายไหนก็ได้
  38. แถมคุณยังชินกับการที่ทุกอย่างอัตโนมัติ ทั้งประตูเปิดเอง น้ำก๊อกไหลเอง หรือแม้แต่ส้วมยังเปิดฝาได้เอง
  39. ตอนแรกคุณไม่คิดว่าจะมีเพื่อนคนไทยมากมายเพราะกลัวจะไม่ได้ภาษา แต่เพื่อนคนไทยกลับเป็นเพื่อนที่คุณรักมากที่สุด ไม่ว่าจะกลับมาเมืองไทยแล้วก็ตาม
  40. คุณมักจะติดปากและพูดออกมาเสมอเวลาคุยกับใครก็ตามว่า “ตอนที่เราอยู่ญี่ปุ่นนะ….” เพราะช่วงเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำของคุณ :)

Thursday, January 01, 2015

สนามบิน

เชื่อว่าหลายๆคนคงจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับสนามบินที่แตกต่างกันไป 

โบว์เป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการสนามบินค่อยข้างบ่อย และมีความผูกพันธ์กับสนามบินมากพอสมควร อาจจะเป็นเพราะปะป๊าเป็นคนที่เดินทางบ่อยมาก ทำให้ตั้งแต่เด็กๆโบว์จะมารับ มาส่ง มาเดินเล่นที่สนามบินอยู่เป็นประจำ ทำให้ได้สังเกตุอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในสนามบินมาแล้วเป็นเวลานาน

ถ้าใครได้ดู Love Actually คงจะจำเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งโดยเฉพาะตอนจบของเรื่องนี้ได้ว่า สนามบินนั้นเป็นที่ที่เต็มไปด้วยความรัก ความสุขของคนที่ได้กลับบ้าน ความคิดถึงของคนที่มารอรับ มันช่างเป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความสุข

แต่สำหรับโบว์แล้ว สนามบินเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ...

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาโบว์มีโมเม้นต์ของการเดินทางคนเดียวบ่อยมาก ... บ่อยจนเริ่มรู้สึกแล้วว่าการเดินทางคนเดียวนี่มันช่างคล่องตัวอะไรอย่างนี้ จะเดินไปไหน จะเช็คอิน จะผ่าน ต.ม. เดินซื้อของ ฯลฯ ก็เป็นไปได้โดยอัตโนมัติ เหมือนแทบจะหลับตาเดินแล้วสเต็ป 1-2-3-4 ไปได้เลยโดยไม่ต้องมีคุณพ่อคุณแม่มาลากให้ไปตรงนั้นตรงนี้เหมือนตอนเด็กๆ

นอกจากความคล่องตัวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้ทำคือการนั่งสังเกตและพิจารณาพฤติกรรมของคนที่สนามบิน

สนามบินอาจจะไม่ใช่แค่ที่ที่ดูผิดที่ผิดทางเพราะมีคนแต่งตัวแตกต่างกันอย่างสุดขั้วมารวมอยู่ด้วยกันในที่เดียว เช่น คุณอาจจะเห็นคนใส่กางเกงขาสั้นรองเท้าแตะยืนต่อแถวแลกเงินแถวเดียวกับคนที่ใส่รองเท้าบู้ทหนังสูงและพาดเสื้อโค้ทไว้ที่แขน หรือสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความรักเสมอไป แต่มันยังแอบซ่อนไปด้วยความเศร้าและความเหงาไปพร้อมๆกัน ซึ่งในหลายๆครั้งโบว์ก็เป็นเช่นนั้น

หลายครั้งที่เดินทางคนเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ต่างประเทศใกล้จะเปิดเทอมจะเห็นเด็กวัยรุ่นตาแดงๆนั่งกอดกระเป๋ารออยู่ที่ Gate คนเดียวอยู่เสมอ น้องคนนั้นอาจจะต้องกำลังจากบ้าน จากคนที่รักไปเรียนในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนในชีวิตคนเดียว .... ซึ่งสิ่งนั้นก็เคยเกิดขึ้นกับโบว์ในช่วงอายุใกล้ๆกันแบบนั้นมาก่อนเช่นกัน

แต่เชื่อเถอะว่า การเดินทางคนเดียว (ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรก) ของน้องคนนั้น จะไม่ใช่การเดินทางคนเดียวครั้งเดียวของเค้าแน่นอน ยิ่งถ้าเค้าเป็นคนที่เดินทางบ่อยแบบโบว์ด้วยแล้ว ... เพราะในอนาคตเราไม่สามารถกำหนดได้หรอกว่าการเดินทางของเรานั้นจะมีคนเดินร่วมทางไปด้วยหรือเปล่า ถ้ามีก็ดีเพราะคงไม่เหงา แต่ถ้าไม่มีก็คงจะดีกว่าถ้าเราจะสามารถทำใจล่วงหน้าเอาไว้ก่อน เพราะจริงๆแล้วการเดินทางคนเดียวคงจะเหงาแค่เฉพาะตอนเดินทางเท่านั้น แต่เมื่อถึงจุดหมายแล้วมันจะยังมีเรื่องราวอีกเยอะที่เราต้องเจอ และอาจจะลืมหรือไม่มีเวลานึกถึงความเหงาเพียงชั่วขณะนั้นไปเลยก็ได้

วันนี้โบว์ขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเพื่อเดินทางมาเชียงใหม่คนเดียว นอกจากความคล่องตัวแล้วก็ยังแอบรู้สึกเหงานิดๆไม่ได้ แต่พอคิดถึงว่าปลายทางนั้นมีคนที่รออยู่แล้ว ความเหงาชั่วแป๊บๆก็ดูเหมือนจะไม่สำคัญอะไร

หากเปรียบชีวิตคือการเดินทางแล้ว สนามบินอาจจะเป็นเพียงจุดพักผ่อนหย่อนใจให้คุณเดินเล่น ซื้อของดิวตี้ฟรี กินขนมของว่างก่อนรอขึ้นเครื่อง แต่ก็เป็นแต่การพักผ่อนแค่ชั่วคราว เพราะถ้าผ่านเข้าจุด check-in แล้วคงยากที่จะหันหลังกลับและไม่เดินทางต่อ

แต่อย่าลืมว่าจุดหมายปลายทางนั้นโดยมากแล้วคุณจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะไปที่นั่น หรือไม่ไป

สวัสดีปีใหม่ทุกคนค่ะ ขอให้ปีนี้เป็นการเดินทางที่ราบรื่นและไม่ตกหลุมอากาศนะคะ :)

Thursday, December 18, 2014

จดหมายจากดาวศุกร์

(ความเดิมตอนที่แล้ว http://sweet-choco-cookie.blogspot.com/2014/12/blog-post.html)

จริงๆการกลับไปโตเกียวครั้งนึงมันจะมีมุมหลายอย่างให้เขียนเยอะเหมือนกัน ครั้งนี้นอกจากความอบอุ่นที่ได้บอกไปเมื่อตอนที่แล้วที่ได้รับกลับมา (ย้ำอีกครั้ง..ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องพรหมลิขิต ใครพาออกทะเลค้าาาา)
สิ่งที่ได้รับกลับมาครั้งนี้ คือ "Recall" หรือลองอธิบายเป็นไทยได้ยาวๆว่า "ความรู้สึกเดิมที่เหมือนว่าจะลืมไปแล้ว แต่มันก็กลับมาใหม่" (คิดคำสวยๆมาอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ได้แฮะ)
ไม่รู้ว่าคนอื่นเคยเป็นกันหรือเปล่า แต่สำหรับคนดราม่าบ้าบออย่างโบว์แล้ว.... เรื่องที่เคยตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าจะผิดหรือจะถูก ถึงแม้อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษาตัวและใจจากผลกระทบของมันมากสักหน่อย แต่เมื่อมันผ่านไปแล้วมันก็จะผ่านไปเลย แบบไม่ต้องคิดว่าจะกลับมามองการตัดสินในของตัวเองอีกครั้งอีกเลย
แต่คราวนี้แปลก แปลกตรงที่พอได้มาสัมผัสอะไรที่คุ้นเคยอีกครั้ง ประกอบกับช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีหลายครั้งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราเคยมั่นใจมากๆในการตัดสินใจของเรามันกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน (อาจจะเป็นปีชง ประกอบกับราหูเข้าพอดี...‪#‎งานงมงายยังคงมาอยู่‬) จนทำให้เราเริ่มลังเลว่าการตัดสินใจในอดีตของเราตอนนั้นมันยังจะเป็นคำตอบที่ใช่อยู่จนถึงวันนี้หรือเปล่านะ
เวลาผ่านไป หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป อาจจะเป็นเพราะโตเกียวเป็นเมืองที่ dynamic การกลับไปครั้งนี้หลังจากที่ไม่ได้กลับไปปีกว่าๆทำให้โบว์เห็นหลายสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งผู้คน สถานที่ สิ่งของ ความคิด การกระทำ รวมถึงความรู้สึก
ถ้าใครติดตามอ่านเป็นประจำ ปกติการเขียนบทความของโบว์มักจะมีบทสรุปสวยๆเสมอ แต่ครั้งนี้อาจจะเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างทำให้โบว์ไม่สามารถเขียนตอนจบให้สวยๆได้ เพราะถ้าเขียนให้จบอาจจะไม่สวย 555+
หรือคงเป็นเพราะว่าตอนนี้มันยังไม่ใช่ตอนจบ และคงต้องใช้เวลาดราม่าก่อนที่จะตัดสินใจได้อีกครั้งล่ะมั้ง
ไปเล่นโยคะแก้เวิ่นเสียดีกว่านะเรา -_-

Tuesday, December 16, 2014

จดหมายจากดาวอังคาร

ใครที่ติดตามสเตตัสเฟสบุ๊คโบว์ตลอดหลายวันที่ผ่านมาคงจะรู้ ... ว่านางขึ้นรถไฟผิดทั้งขามาและขากลับ (เพลียยยยยยย..) แต่ขากลับนี่ประหลาดซะหน่อย เพราะมีฝรั่งคนนึงถูกหนีบติดมาด้วย เพราะเค้าก็ขึ้นผิดเหมือนกัน (มีเพื่อนๆ) ทำให้การนั่งรถไฟ 1 ชม. กว่าๆจากกลางเมืองโตเกียวไปนาริตะเป็นการนั่งคุยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนไม่รู้จักที่สนุกดีจนอดไม่ได้ที่จะเอามาเล่าให้ฟัง

คุณฝรั่งคนนี้ทำงานเป็นคุณครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในโตเกียว ซึ่งก่อนหน้านี้เค้าก็ไปอยู่มาหลายประเทศแล้วรวมถึงเคยเป็นครูที่รร.นานาชาติแห่งหนึ่งในจ.สมุทรปราการด้วย 

พอจะนึกออกไหมว่าการคุยกันของคนแปลกหน้าสองคนที่ดันบังเอิญขึ้นรถไฟผิดขบวนเหมือนกันมันจะเป็นการคุยกันค่อนข้างผิวเผิน (เพราะไม่อยากจะพูดเรื่องส่วนตัวกันมากเกินไป) แต่เนื่องจากจะต้องนั่งร่วมทางกันเป็นชั่วโมงเลยต้องหาเรื่องมาคุยกันให้ได้เยอะๆ ความเหมือนของโบว์กับเค้าคือโบว์มาอยู่โตเกียวปี 2007-2009 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เค้าอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้โบว์กลับมาโตเกียว เค้ากำลังจะเดินทางกลับไปกรุงเทพฯอีกครั้ง

ตลกดีที่ดันมาบังเอิญเจอคนที่เหมือนกันตรงที่เรามีความรู้สึกร่วมกันของสถานที่หนึ่งที่ไม่ใช่บ้านเรา แต่พอมีเวลาว่างทีไรก็ต้องหาเรื่องไปที่นั่นทุกทีทั้งๆที่ไปมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ความรู้สึกประหลาดนี้มันคือความรู้สึกอะไรก็เรียกไม่ถูกเหมือนกัน 

มันแปลกดีนะที่ตอนแรกที่มาอยู่ที่นี่ ... ยังจำได้เลยว่าตอนนั้นคิดว่ามันคงเป็นดาวคนละดวงกันแน่ๆ (ไม่แปลกว่าภาษาอังกฤษเรียกคนต่างชาติว่า alien เนอะ) แต่อยู่ไปอยู่มา กลับไปแล้วก็กลับมาอีกเป็นสิบๆรอบ กลับทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆแล้วถึงแม้ฉันจะอยู่ที่ดาวศุกร์ ดาวอังคารนี่ก็เป็นดวงดาวที่ไม่ไกลเกินไป เพราะอย่างน้อยระยะเวลาที่ต่างกัน 2 ชั่วโมงก็ทำให้เรามีเวลาที่บรรจบกันที่จะทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน และดวงจันทร์ดวงเดียวกันได้ในเวลาเดียวกันได้อยู่เหมือนกัน

รถไฟถึงสนามบิน โบว์และคุณฝรั่งคนนั้นแยกทางกันโดยไม่ได้รู้จักชื่อกัน ถึงแม้จะบินไปกรุงเทพฯเหมือนกัน แต่ก็ต้องแยกกันเพราะคนละสายการบิน เค้าต้องไปเปลี่ยนที่เกาหลีก่อน เค้าขอบคุณโบว์ที่ทำให้เค้าสามารถมาถึงสนามบินได้โดยสวัสดิภาพ (คือถึงแม้จะขึ้นผิด ก็แก้ตัวทัน ก็ยังพอโอเคน่ะ!) 

แต่โบว์อาจจะต้องขอบคุณเค้ามากกว่าที่ทำให้โบว์รู้สึกว่าในโลกนี้มันก็ยังมีอีกคนนะที่ชอบการเดินทางกลับไปกลับมาระหว่างดาวอีกดวง ที่ถึงแม้อาจจะเรียกไม่ได้ว่าบ้าน แต่ก็รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้มา

ขอกลับดาวศุกร์ไปเก็บตังค์ซื้อตั๋วจรวดใหม่ก่อน แล้วเดี๋ยวจะกลับมาใหม่นะดาวอังคาร :)

Friday, May 09, 2014

30 years in review


นั่งคิดนานมากว่าจะเขียนอะไรในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในวัย 20 ซึ่งรู้สึกว่ามันยากมากในการจะมานั่งรีวิวชีวิตตัวเองตลอด 30 ปีที่ผ่านมาในโพสหนึ่งโพส แค่คิดถึงจุดเริ่มต้นก็ยากแล้ว เพราะจุดเริ่มต้นคือวันที่เกิดขึ้นมาเนี่ย ใครมันจะไปจำได้ ใช่ป่ะ 555

สุดท้ายเลยตั้งใจว่าจะเขียนสั้นๆเอาไว้เก็บไว้อ่านเล่นในวันที่จะก้าวเข้าสู่ 40, 50, 60 ต่อๆไปก็แล้วกันค่ะ  ^^

ในวันที่ก้าวเข้าสู่วัยเลข 10 ซึ่งคือวัยประถม โบว์รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เราฟอร์มตัวตนของเราขึ้นมาอย่างแท้จริง ในวัย 10 ขวบนั้น โบว์เริ่มค้นหาตัวเองเจอแล้วว่าสิ่งที่เราชอบคืออะไร ถือว่าเป็นโชคดีของโบว์ที่สิ่งที่โบว์ตัดสินใจในตอนนั้นและคิดว่าชอบ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ยังคงชอบอยู่ในตอนนี้ โบว์จำได้ว่าตอน ป.4 โบว์รู้ตัวเองแล้วว่าโบว์ไม่ชอบเรียนเลข ไม่ชอบเรียนวิทย์ ตอน ม.1 ได้มีโอกาสไปเรียนที่ออสเตรเลียอยู่สองเดือน ทำให้ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่ว่าสิ่งที่เราชอบคือเรื่องภาษา ชอบเรียนเรื่องเกี่ยวกับต่างประเทศ (คือเรียนสังคมวิชาประเทศของเราได้เกรดสอง โลกของเราได้เกรดสี่เนี่ย ชัดเจนมากๆ) ทำให้การตัดสินใจเรียนศิลป์-ภาษาในตอนม.ปลายนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากนักสำหรับโบว์ และพูดได้เลยว่าถ้าตอนนั้นไม่รู้ตัวเองว่าชอบเรียนภาษาคงไม่สามารถสอบเข้าเตรียมฯได้ เมื่อเข้าเตรียมฯได้แล้ว ก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตโบว์อีกหนึ่งสเต็ปคือมีโอกาสได้ไปทำงานเป็นคณะกรรมการนักเรียน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้โบว์เป็นคนมีบุคลิกแบบนี้ (คือเป็นคนคุยเก่ง เพราะงานกรรมการนักเรียนในตอนนั้นหลักๆคือการฝึกการประสานงานกับคนหลากหลาย) และชอบงานเขียนขึ้นมา (เพราะจับพลัดจับผลูเข้าไปทำงานในตำแหน่งสาราณียกร ... ซึ่งบังเอิญมาก ลงตำแหน่งนี้เพราะไม่มีใครลง อันนี้พูดเลย 55555) และเป็นวัยที่โบว์ตัดสินใจ และสามารถสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาฯ ได้ และยังคงได้ทำงานเขียนต่อไปในแผนกสาราณียกรของ จุฬาฯ

ในวันที่ก้าวเข้าสู่วัยเลข 20 ซึ่งคือวัยมหาวิทยาลัยนั้น โบว์ได้รับโอกาสให้ไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ไปเลย เป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกันที่ทราบข่าวโครงการ ไปสอบแล้วดันได้อีก! ในตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงตอกย้ำความเป็นตัวตอนของเราก็แล้วกัน เพราะถ้าไม่ได้ไปเรียนญี่ปุ่นในตอนนั้น คงจะไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งได้ในตอนนี้ (คือไปเรียนญี่ปุ่นนี่มันมหาโหดจริงๆสำหรับคนอย่างโบว์ในตอนนั้น จากคนที่ไม่เคยจากบ้านไปนานๆเลย แถมภาษาเค้าก็พูดไม่ได้สักคำ มันคือการดิ้นรนอย่างแท้จริง) หลังจากกลับจากญี่ปุ่นในตอนนั้นแล้ว ก็ไม่รู้โชคชะตาอะไรดันได้รับตอบรับให้ไปเรียนป.โทที่วาเซดะ (คือสมัครแบบฉิวเฉียดมาก ส่งใบสมัครวันสุดท้าย ... ดันได้อีก!!) ซึ่งก่อนหน้านั้นคิดไว้นะว่า พอแล้วประเทศญี่ปุ่น หนึ่งปีนี่พอเพียงแล้วสำหรับชั้น ไปประเทศอื่นดีกว่า แต่มันได้แล้วหนิ ก็เลยต้องไป .... สองปีในญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงตัวอีกอีกครั้ง คือภาษาเราพอได้แล้วก็จริง แต่อุปสรรคชีวิตก็ยังมีมากมาย (คือเจออะไรมาเยอะจริงๆ แม้จะเป็นในช่วงสองปี) แต่ก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี และมีความสุข เพราะเพื่อนที่ญี่ปุ่นนี่พูดได้เลยว่าเป็นเพื่อนที่ดีมากๆ อาจจะเป็นเพราะเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเยอะเป็นพิเศษ ทั้งวันธรรมดา เสาร์อาทิตย์ ปิดเทอม เที่ยวไหนยังไงเราไปด้วยกันตลอด พอกลับจากญี่ปุ่นก็ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งตอนแรกที่เข้าทำงานที่พานาโซนิคนั้น พูดเลยว่าไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ชีวิตการทำงานคืออะไร โดยโบว์ก็ได้เรียนรู้จากที่นี่ จากเพื่อนร่วมงานที่ดีมากกกกกกกกทุกคน ทำให้โบว์หาตัวเองเจอว่าเราชอบทำงานด้านไหน วันที่ตัดสินใจลาออกจากพานาโซนิคไปทำที่โอกิลวี่นั้นเป็นความรู้สึกว่าเราเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอีกที่หนึ่งเลยจริงๆ และเรากำลังก้าวไปสู่โลกแห่งการทำงานในสิ่งที่เราตามหามานานจริงๆเสียที

ในวันที่ก้าวเข้าสู่วัยเลข 30 ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นช่วงอะไร แต่ขอเดาว่ามันจะเป็นช่วงที่เราได้เอาตัวตนของเราที่สร้างมาตลอดสามสิบปีที่ผ่านมาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดก็แล้วกัน ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราชอบอะไร ต้องการอะไร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือคงต้องวางแผนกันต่อไปว่าจะเอาสิ่งที่เราสร้างมานั้นออกมาใช้ได้อย่างไร

ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ทำให้การเดินทางของโบว์เต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีทั้งความสุข ทั้งปัญหาที่ให้แก้ไขตลอดเวลา ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในสามทศวรรษนี้คงจะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีสติ และแก้ปัญหาต่างๆที่จะเข้ามาต่อไปจากนี้ได้อย่างดียิ่งขึ้น

สุดท้าย ... พรุ่งนี้โบว์จะอายุ 29 ปี กับอีก 12 เดือนนะคะ :P

Thursday, December 26, 2013

[เก็บประสบการณ์] การแข่งขันแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น

เป็นคนดูมาอยู่นาน เพื่อนๆหลายคนก็เป็นแฟนพันธุ์แท้กันไปในหลายๆเรื่องแล้ว พอทางรายการประกาศรับสมัคร "แฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น" เพื่อนๆ น้องๆ ในทวิตเตอร์ก็ชักชวนให้ไปสมัครหลายคน ก็เลยว่า .. เอาวะ ลองดูสักตั้ง ก็เลยสมัครไปค่ะ

สมัครไปตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนลืมมมมมมมมมมมมม ไปแล้วว่ามันยังมีการแข่งขันตอนนี้อยู่ จนทีมงานโทรติดต่อกลับมา 55555

หลายคนสงสัยว่าการคัดเลือกทำยังไง สรุปให้ฟังเลยแล้วกัน เวลามีเพื่อนถามจะได้โยนบล็อคให้อ่านไปเลย 5555

การคัดเลือกนั้นหลักๆจะมาจากสามอย่างค่ะ คือ  (๑) การสัมภาษณ์กับทีมงาน โดยทีมงานจะโทรมานัด (๒) ในการสัมภาษณ์นั้นเราจะต้องเตรียมเนื้อหามาให้ทีมงานเป็นข้อๆ เช่น โบว์ไปสมัครแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น ทางทีมงานก็จะขอให้เราลิสต์เรื่องที่เรารู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นมาเป็นข้อๆ กี่ข้อก็ได้ ตอนแรกทีมงานบอกสัก 50 ข้อก็ได้ค่ะ ... ดิชั้นใช้เวลาหนึ่งวันเต็มลิสต์ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าน่าสนใจออกมาได้ทั้งสิ้น 37 ข้อเท่านั้นค่ะ!! (๓) ส่วนอย่างสุดท้ายนั้นคือทางทีมงานจะให้การบ้านกลับไปทำที่บ้านอีก เช่น จงบอกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญพร้อมคำอธิบายมาอย่างน้อย 20 ข้อ อะไรประมาณนี้

ซึ่งพอดูจากชื่อการแข่งขันแล้วคงจะงงงงวยกันได้ว่า แฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น นี่มันกว้างงงงงงครอบจักรวาลมาก เธอจะเอาตรงจุดไหนมาออกจ๊ะะะะ ทางทีมงานก็จะไกด์ๆมาหน่อยว่าเอาเป็นเรื่องที่ชาวบ้านชาวช่องที่ดูทีวีอยากรู้จะได้ไม่น่าเบื่อ ... อ่าว แย่และ ดิชั้นก็จัดเต็มทั้งระบบการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ภูมิศาาตร์ไปเต็มเปี่ยมเลย ใช้ไม่ได้สินะ 55555

หลังจากไปสัมภาษณ์พร้อมส่งการบ้านทุกสิ่งทุกอย่างกับทีมงานไปเสร็จแล้ว เราก็นั่งรอไปค่ะ

ซึ่งขอบอกว่าจากวันที่โทรมานัดสัมภาษณ์ จนถึงวันแข่งจริงใช้เวลา 2  สัปดาห์เท่านั้น แถมวันที่ประกาศผลว่าเราได้รับเลือกเป็น 1 ใน 5 ที่จะได้ไปแข่งขันในรายการนั้นมันคือก่อนวันแข่งเพียงแค่สองวันเท่านั้นจ้าาาาา

โอ้โห... เวลาเตรียมตัวบานเลย -____-

พอทางทีมงานโทรมาแจ้งแล้วเค้าก็จะนัดให้เราไปคุยกันอีก 1 ครั้งเพื่อแจ้งกติกาแล้วก็ซักซ้อมเล็กน้อย พร้อมกับนัดแนะว่าจะให้แต่งตัวอย่างไร หลังจากนั้นก็เตรียมตัวลุยเลยจ้าาา ... เตรียมตัวคืออะไร อ่านเพิ่มคืออะไร ไม่รู้จักกกกกกก สิ่งที่เอาไปแข่งนี่จากหัวล้วนๆเลยทีเดียวเชียว

ตัดภาพมาวันแข่งขัน..........

คือ วันนี้นี่เอง ตอนแรกก็คุยกันไว้กับทีมงานซะดิบดีว่าจะแต่งตัวญี่ปุ่นๆกันนะ ดิชั้นก็จัดเต็ม ชุดรับปริญญากันไปเลยจ้าาาาา คือกะว่าความรู้มีไม่เต็ม แต่แต่งตัวต้องเต็มนะจ๊ะ ณ จุดนี้


ระหว่างนั้นก็คือรอเข้าห้องอัด แล้วก็ได้เจอกับพี่ๆและน้องๆอีกสี่คนเป็นครั้งแรก คือ น้องวี น้องโอ๊ก พี่หน่า และพี่นัท จากตอนแรกเราก็แอบคิดนิดนึงนะว่าเรามันก็หนึ่งในตองอูนะจ๊ะ ไปมาหมดแล้วเกือบทุกจังหวัดของญี่ปุ่น แถมเรื่องราวข่าวสารปัจจุบันนี่ก็แม่นไม่แพ้ใคร พอมาเจออีกสี่คนนี่ขอกลับไปคิดใหม่อีกที .... ตอนนั้นคิดว่า เอาวะ ตกรอบแรกก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ แต่งตัวสวยพอจ๊ะ เอาให้คุ้ม 5555

 หลังจากนั้นการแข่งขันก็ดำเนินต่อไปเป็นรอบๆ ดังนี้คือ รอบสามวินาที รอบคลาสสิคเกม รอบรองชนะเลิศ และรอบคำถามสุดยอกแฟนพันธุ์แท้


 ส่วนการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ... จะสนุกแค่ไหน ... ใครจะเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ... จะใช่โบว์มั้ย ... ถ้าไม่ใช่แล้วมันจะตกรอบตอนไหน ... แล้วมันจะตอบคำถามได้บ้างไหม ... ก็ต้องรอชมกันนะคะ ^^

รายการแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น ออกอากาศวันที่ 31 ม.ค. 2557 ช่อง 5 เวลา 22.30 น. นะค้าาาา ^^

สุดท้ายเอาภาพหน้ามาให้ดูชัดๆว่าพี่ช่างแต่งหน้าเค้าแต่งหน้าสวยจ้าา มิใช่สวยขึ้นแต่อย่างใด 55555






Monday, October 07, 2013

เก้าอี้สระผม

ใครบ้างที่ไปเข้าร้านทำผมแล้วรู้สึกเหมือนกันบ้างว่า ทำไมทุกๆครั้งที่เราก้าวขึ้นเก้าอี้นอนสระผม ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าเราโปรการเข้าร้านทำผมมากแค่ไหนก็ตาม ... เราไม่เคยที่จะนอนแล้วเงยหัวได้พอดี คือ ช่างสระผมจะต้องบอกว่าให้ขยับขึ้น ขยับลงมันทุกครั้งว่างั้นเหอะ


ทำไมมันถึงไม่มีความพอดีในการนอนเก้าอี้สระผม ฉันสงสัย และพลางนึกไปว่า ความพอดีนั้นคืออะไร คือความพอใจของฉัน หรือความพอใจของช่างทำผม ทำไมฉันคิดว่ามันพอดีแล้วแต่คนอื่นคิดว่ามันไม่พอดีซะที


อาจจะเป็นเพราะว่าความพอดีของฉัน กับความพอดีของเธอมันต่างกัน ฉันคิดว่าเธอพอดีกับฉันแล้ว แต่เธอกลับคิดว่าฉันไม่พอดีสำหรับเธอ เมื่อทัศนคติของเราไม่ตรงกันก็ไม่แปลกที่จะมีคนที่ถูกใจและคนที่ผิดใจ


สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องยอมให้เธอปรับฉันให้พอดีกับเธอ ไม่ว่าฉันจะรู้สึกเมื่อยคอไปสักหน่อย เพราะฉันรู้สึกว่าเธอให้ฉันเงยคอมากเกินไป แต่ความเมื่อยนั้นอีกแป๊บเดียวก็คงหาย เพื่อแลกกับความสะดวกของเธอในการสระผม


วันนี้ฉันหายเมื่อยแล้ว และฉันก็พอใจที่ฉันยอมเมื่อยในความไม่พอดีในตอนนั้น เพื่อให้เธอได้ความพอดีตามแบบของเธอไป


ฉันพอใจ (ถึงแม้จะใช้เวลาหน่อยกว่าจะหายเมื่อย) เธอพอใจ .... แค่นี้ก็คงพอแล้วล่ะมั้ง


ฉันมองเก้าอี้สระผมก่อนออกจากร้าน พลางคิดว่า "คราวหน้าฉันจะขยับให้พอดีกันทั้งฉันและเธอ"


..............


เรื่องเล่ายามดึกเมื่อตอนนอนไม่หลับ

7 ต.ค. 56, 11:45 น.


Monday, August 19, 2013

ได้เวลาถามตัวเอง

โพสนี้เกิดขึ่นหลังจากเริ่มงานใหม่ได้ 1 สัปดาห์ หลังจากที่เดินทางตามหาตัวเองมาเนิ่นนาน สำหรับใครที่กำลังตามหาตัวเอง กำลังจะเลือกสายเรียน กำลังจะเรียนต่อ กำลังหางานใหม่ กำลัง กำลัง กำลัง อะไรต่างๆที่ต้องการที่จะนำไปสู่จุดเปลี่ยน ลองอ่านดูเผื่อประสบการณ์เล็กๆของเราจะพอช่วยคุณได้

1. ก่อนจะเลือกสายเรียน คณะที่จะเรียน ถามตัวเองให้แน่ๆก่อนว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้นไปตลอดชีวิตหรือเปล่า

- ตอนเด็กๆโบว์ตัดสินใจเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพียงด้วยความคิดที่ว่าเราชอบอะไรที่เป็นต่างประเทศ ชอบฟังเพลงฝรั่ง ชอบเรียนภาษา ชอบเดินทาง ตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากเป็นทูต อยากไปทำงานหลายๆประเทศ มันเท่ดี ทั้งๆที่ตอนนั้นปราศจากความรู้เลยว่าการจะไปเป็นข้าราชการทางการทูตนั้นคืออะไร เค้าทำอะไรบ้าง แม้แต่หลักสูตรที่เค้าสอนที่คณะรัฐศาสตร์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเนี่ยเค้าเรียนอะไรกันบ้างตอนนั้นก็ยังคลุมเครือ

สิ่งที่อยากจะบอกคือก่อนที่จะเลือกคณะ (ในกรณีที่คุณเลือกได้) ให้ศึกษาให้ดีก่อนว่าเค้าสอนอะไร แล้วคุณอยากเรียนอันนั้นจริงหรือเปล่า ลองใช้เวลาคิดดูให้ดีๆ เพราะมันจะส่งผลต่อการทำงานของคุณในอนาคตที่จะกล่าวในข้อต่อๆไป

2. เรียนจบมาแล้ว อยากเปลี่ยนสายทำไงดี
- สิ่งที่รู้สึกว่าตัวเองทำพลาดอย่างหนึ่งในชีวิต คือ การที่ไปเรียนต่อเลย (ในสายการศึกษาเดิม) โดยที่ยังไม่ได้ทำงานเลยสักนิด ถ้าย้อนเวลาได้ ตอนนั้นอยากจะไปทำงานอะไรก็ตามก่อนที่จะไปเรียนต่อ เพราะถามว่าชอบวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไหม ตอบได้เลยว่าชอบมากๆ และโคตรภูมิใจเลยเวลาที่เราสามารถคิดอะไรได้แบบที่นักรัฐศาสตร์คิด ทุกวันนี้ยังภูมิใจมากๆอยู่ที่ได้เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่คิดว่าจะเอาไปทำมาหากินอะไร ตอบไม่ถูกเลยทีเดียว ความคิดที่บอกว่าอยากเป็นทูตๆตอนเด็กๆ พอโตมาก็รู้แล้วว่าไม่อยากทำงานราชการ แต่เนื่องจากจังหวะ และโอกาสหลายๆอย่าง ทำให้ไปเรียนต่อป.โทที่ญี่ปุ่นทันทีหลังจากที่เรียนจบป.ตรี

สำหรับคนที่กำลังจะจบป.ตรี และตัดสินใจอยู่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงานดี ขอบอกเลยว่าให้ไปทำงานก่อน ทำงานสักสองสามปี (ปีเดียวก็ยังไม่พอนะ พูดเลย) ตอนนั้นเราจะเริ่มรู้แล้วว่าเราอยากทำอะไร ก่อนจะเข้าไปทำงานเราไม่รู้หรอกในบริษัท (หรือหน่วยงานต่างๆ) เค้ามีตำแหน่งอะไรบ้าง แล้วแต่ละตำแหน่งเค้าทำหน้าที่อะไร พอสองสามปีถ้าเราโอเคกับงานที่ทำ เราก็อาจจะเลือกเรียนต่อสิ่งเดิม หรือไม่ต้องไปเรียนเลยก็ได้ด้วยซ้ำ บางทีปริญญาตรีมันก็พอแล้วแหละ บอกตรงๆ ... แต่ถ้าเกิดเราทำงานไปทำงานมาแล้วรู้สึกว่า ไม่นะ..นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ชั้นอยากทำ ก็แนะนำให้ไปเรียน ป.โทในสายอื่นที่มันจะสามารถเบนไปได้ ซึ่งมันเป็นเป็นใบเบิกทางให้คุณไปสมัครงานที่ใหม่ได้ดีขึ้น

ตอนโบว์ทำงานมาได้สักพักหลังเรียนจบ โบว์ก็เริ่มรู้แล้วว่าสิ่งไหนโบว์ชอบ สิ่งไหนโบว์ไม่ชอบ โบว์ก็จะเลือกหางานใหม่ในสาขาที่โบว์ชอบ ถ้าที่ไหนเรียกเราไปสัมภาษณ์ในสิ่งที่เราไม่ชอบเราก็ไม่เอาเลย แต่ปัญหาของโบว์อย่างที่บอกคือโบว์เรียนมาไม่ตรงสายงานที่เราอยากทำ เรียนป.โทก็เรียนจบมาแล้วจะให้ไปเรียนใหม่อีกเร๊อะ ทำให้การหางานใหม่ที่ไม่ตรงสายที่จบมานี่มันยากมากๆขอบอก

3. คอนเนคชั่น
- อันนี้ออกเป็นปัญหาส่วนตัวเล็กน้อย นี่ขนาดตัวเองเป็นคนที่หาเรื่องคุยกับชาวบ้านได้ง่ายมาก คิดว่าเป็นคนปรับตัวในสังคมใหม่ๆได้เก่งพอสมควร ตอนนี้ยังรู้สึกเหงาเลยขอบอก เนื่องจากที่บอกว่าย้ายสายงานมาทำในสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับที่เรียนมาตอนป.ตรีและป.โทเลย ทำให้เพื่อนๆที่ที่ทำงานใหม่นี่เราไม่สามารถนับญาติได้เลย เทียบกับที่เก่า เช่น "อุ๊ย..จบคณะเดียวกันเลย (ถึงรุ่นจะห่างกันเป็นสิบปี...) รู้จักอาจารย์...ไหม" หรือ "อุ๊ย..เรียนญี่ปุ่นมาเหมือนกัน อยู่เมืองอะไรเหรอ" พอมาที่ใหม่นี่ไม่รู้จะนับญาติอย่างไร รู้สึกเคว้งคว้างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคิดว่าคงต้องใช้เวลาปรับตัวในระดับหนึ่ง (...แอบคิด นี่ถ้าชั้นไปทำงานกระทรวงต่างประเทศนะ เพื่อนนี่เกือบร้อย)

ไม่ใช่แค่นี้แต่ในหลายๆองค์กร การมีคอนเนคชั่นที่ดีมันจะช่วย facilitate งานในหลายๆอย่าง เช่น ก่อนหน้านี้ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา โชคดีมากไปเรียนที่ญี่ปุ่น มีเพื่อนๆพี่ๆจบมาเป็นอาจารย์กันให้เพียบ จะเข้าไปติดต่อมหาวิทยาลัยก็สะดวกสุดๆ เนื่องจากมีคนในช่วยแทงเรื่องไปให้ เป็นต้น

เคยไปบรรยายในการศึกษาต่อญี่ปุ่นชอบมาคุณพ่อคุณแม่มาขอคำปรึกษาว่าอยากให้ลูกไปเรียนป.ตรีที่ญี่ปุ่นเลยจะดีไหม ... จริงๆอันนี้มันแล้วแต่เลยนะว่าจะดีไหม ถ้าถามเราเราก็จะบอกว่าเราสนับสนุนให้เรียนป.ตรีที่ไทยก่อนเพื่อที่จะมีสังคม มีคอนเนคชั่น ต่อไปถ้าจะกลับมาเมืองไทยแล้วจะทำอะไรก็จะมีเพื่อนๆกันอยู่ โดยเฉพาะในสายวิชาเดียวกันด้วยแล้ว ... แต่ทั้งนี้มันแล้วแต่ครอบครัวจริงๆ บางคนไม่ต้องใช้คอนเนคชั่นอะไรเลยด้วยซ้ำก็เจริญรุ่งเรืองไปได้ก็ได้นะ แต่ถ้าให้โบว์เลือกโบว์ก็ว่ามีคอนเนคชั่นไว้ก่อนดีกว่า (ซึ่งบางทีคุณพ่อคุณแม่จะไม่เชื่อโบว์นะ แบบทำไมลูกเพื่อนไปเรียนตั้งแต่ม.ต้น ไม่เห็นเค้าแคร์ไรเลย... ก็อันนั้นเค้าไม่แคร์อ่ะค่ะ ถ้าคุณพ่อไม่แคร์ก็ส่งไปได้เลยค่าา)

ดังนั้นเลยอยากจะวนไปที่ข้อแรกที่บอกว่าให้หาตัวเองให้เจอก่อนที่จะเลือกคณะ เพราะนี่ตอนนั้นยังหาไม่เจอ มาหาเจอหลังจากที่เวลาล่วงเลยไปนานมากแล้ว (แต่ยังนับว่าโชคดีที่ยังเปลี่ยนได้ทัน ไม่รอไปนานกว่านี้จนเปลี่ยนไม่ได้แล้ว) ลองใช้เวลาไตร่ตรองถามตัวเองดูสักนิดว่าเราชอบอะไร ดูจากงานอดิเรกที่เราทำก็ได้แล้วก็เอามาพลิกแพลง เพราะอาชีพที่เราจะทำแล้วมีความสุขไปตลอดชีวิตนั้น มันต้อง base on ความชอบ และความสุขของเราเป็นหลักนะคะ

คนเริ่มหาตัวเองเจอก่อน คนนั้นได้เปรียบ อันนี้พูดเลย

Monday, August 12, 2013

Are you sure you want to permanently delete the selected message?

ห้าโมงเย็นของวันศุกร์สุดท้ายของการทำงานของฉัน
ฉันเก็บเอกสาร เครื่องเขียน ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาทั้งหมดที่สะสมไว้กว่าสามปีกว่าลงกล่อง
ที่นี่มีความทรงจำมากมาย ทั้งสนุกสุดเหวี่ยง ยุ่งเป็นบ้า หัวเสียถึงที่สุด หัวเราะจนท้องแข็ง
และน้ำตาไหลรินจนหมดตัว ... 

ห้าโมงสิบห้าของวันศุกร์สุดท้ายของการทำงานของฉัน
ฉันย้ายไฟล์ข้อมูลงานทั้งหมดลงใน external hard disk เพื่อเตรียมส่งต่องานให้คนต่อไป
ฉันเคลียร์ฮาร์ดดิสก์และเมลบ็อกซ์ของฉันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะดูให้แน่ใจว่าฉันไม่ได้ลืมเซฟข้อมูลสำคัญเพื่อส่งต่อ 

ห้าโมงยี่สิบห้าของวันศุกร์สุดท้าของการทำงานของฉัน
ฉันบังเอิญเจออีเมลที่ฉันเคยเก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่ลึกที่สุด ฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่าฉันเคยได้รับอีเมลฉบับนี้
ฉันเคยมีความสุขมากเมื่อได้รับอีเมลนี้ และก็เสียใจมากเช่นกันเมื่อฉันได้อ่านมันอีกครั้ง
ความทรงจำบางอย่างมักจะสวยงามและเจ็บปวดได้ถึงแม้จะเป็นความทรงจำเดียวกันก็ตาม

ห้าโมงครึ่งของวันศุกร์สุดท้ายของการทำงานของฉัน
"Are you sure you want to permanently delete the selected message?"
"Yes"

ฉันยิ้ม ปิดคอมพิวเตอร์และก้าวเดินต่อไป :)

Friday, August 09, 2013

Thank you, Panasonic

Dear all,

Everybody always tells me that I'm such a talkative one ...
But for myself, I think my writing skill is far more better than my talking skill,
especially during the time I want to express my deepest feeling.

Maybe because I'm fast; I eat fast, I think fast, I speak fast ... too fast until I know
that I may not be able to tell you everything I want to tell because my thinking keep
speeding around. So I decided to write you this e-mail.

This is my last working day at PMT. I spent almost four years working here which is
similar to the time most people spend in university. So PMT is equivalent to my school.
That's why it's very hard to decide to leave here.

I came to PMT in the end of 2009, right after I graduated my Master's degree from Japan.
I was then clueless, without any understanding of corporate culture. With the help of management and
colleagues, I have learned to understand about working life little by little, and most of all I  have learned to
understand my own self which I was trying to find the answer for the almost 30 years of my life.

I may not be me today without the opportunity given by MD Yasuo (also, MD Murakami),
Ito san, Abe san P'Jiab Kesorn and Takayanagi san.

I may not be able to know that bosses are not evil as we always consume from soap opera
without a chance of working with P'Muay Sirirat and P'Dao who have become my sisters in real life.

I may not know that friendship among colleagues is real and precious without spending time with P'Por Nipa,
P'Jaa Sasalak, P'Noom Velawat, P'Nut Nuttika,, P'Kwan Ruechuda and P'Aoi Rungnapha.

I may not be able to understand the great working environment without working with the best team
on earth together with P'Nan Sangduen and P'Bai Chanon.

I may not know that colleagues are not just colleagues but they have become my family
without knowing each and every PMT members.

I may not passed though many new and challenging tasks without working with P'Mee Supatchara,
P'Jew Chartree, P'Put Puttaraksa, P'Bok Weeranuch, N'Pim Choltida from PAT,
P'Nok Busakorn and P'Tuum Chutimon from PST.

I may not be able to get my work done without the support of Panasonic Scholarship members
and Takahama san from PC, Junie, Fizzah, Viktoriya, Kan san, Cathy and Tsuchiya san from PA,
HR functional group, environmental functional group and group companies' members.

And last but not least, I may not be me today if I didn't have a chance  to work for Panasonic.

I don't know if can I find a place that has the best combination of everything like PMT has now or not in the future.
However, since life is like a journey, it is time for me to start a new path to walk. Please, continue your support for
my supervisor, P'Muay Sirirat, while waiting for my replacement to come.

I thought I had already got used to saying goodbye.
But after writing this e-mail to you, I know that even how many times we used to say goodbye,
we will never avoid the feeling of lost.

So I am not going to say goodbye but thank you for everything.
Because you know where to find me (...maybe on 'The Voice', but definitely not on 'Take Me Out Thailand').
I'm sure we'll meet again. Let's keep in close touch.

http://www.facebook.com/kajeeporn
kajeeporn@gmail.com

長い時間、お世話になりありがとうございます。凄く感謝致します。
ขอบคุณมากๆจริงๆที่ดูและกันมาตลอดค่ะ

Family forever.


Monday, July 15, 2013

ในวันที่คนหนึ่งจะต้องเดินทางจากไป

ช่วงนี้อาม่าโบว์ป่วยหนักค่ะ

เมื่อวานนี้ไปเยี่ยมอาม่าที่โรงพยาบาล หลังจากที่เจอกันครั้งล่าเมื่อเดือนที่แล้วสุดยังพูดคุยกันได้ตามปกติ แต่สิ่งที่พบเห็นเมื่อวานก็คืออาม่าอ่อนแอลงไปมาก และตอนนี้เริ่มจะจำอะไรไม่ค่อยได้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนที่ยืนอยู่ที่ข้างเตียงของโรงพยาบาลพลางจับมือที่มีเข็มน้ำเกลือจิ้มอยู่ที่ข้อมืออาม่า พร้อมกับสายเครื่องมือระโยงระยางในห้องนั้น โบว์รู้สึกได้ว่า อาม่าคงจะอยู่กับพวกเราได้อีกไม่นาน

โบว์กลับบ้านมาด้วยความคิดที่ว่า ... ในวันที่คนหนึ่งจะต้องเดินทางจากไป (either by chance or by choice) คนที่ใช้ชีิวิตอยู่ที่เดิม บรรยากาศเดิม ความรู้สึกเดิมคนนั้นคงยังต้องแบกรับความรู้สึกสูญเสียไปอีกเป็นเวลานาน ในขณะที่คนที่เดินจากไปจะรู้สึกหรือไม่ก็ตาม แต่การเดินทางไปสู่สิ่งใหม่ ที่ใหม่ ที่ไม่ใช่ที่ๆเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ระดับความรู้สึกสูญเสียของคนๆนั้นอาจจะไม่เท่ากับคนที่อยู่ล่ะมั้ง

โบว์เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของพี่เอ๋ นิ้วกลม (จำไม่ได้แล้วว่าเล่มไหน อ่านของพี่แกเยอะเหลือเกิน) มีตอนหนึ่งที่พี่เขาบอกว่าในมีวันหนึ่งเขาจะต้องตัดสินใจว่าจะไปงานแต่งงาน หรืองานศพซึ่งจัดในวันเดียวกัน และผู้ที่เชิญไปต่างก็เป็นคนสำคัญของเขาทั้งคู่ สุดท้ายแล้วพี่เขาเลือกที่จะไปงานศพ ถึงแม้ว่าคนที่ได้รับการจัดงานให้ อาจจะไม่ได้รับรู้อะไรแล้วก็ตาม แต่สำหรับคนที่อยู่ต่อบนโลกนี้โดยปราศจากคนสำคัญคนหนึ่งไปแล้ว เขาคงต้องการกำลังใจ ....

เพราะสาระสำคัญของการสูญเสียนั้น จริงๆแล้วไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเสียใจมากกว่ากัน และคนที่จากไปจะรู้สึกอะไรหรือไม่ แต่คนที่จะต้องอยู่และเผชิญสิ่งต่างๆโดยลำพังนั้นจะต้องอยู่ต่อไปให้ได้

เพราะสุดท้ายแล้วถึงแม้เราจะรู้หรือไม่รู้ว่าเขาจะเสียใจหรือเปล่าก็ไม่ได้ทำให้เราหายได้เร็วขึ้น
และชีวิตก็ยังคงก้าวเดินต่อไป ถึงแม้จะปราศจากคนที่เคยอยู่เคียงข้างกันมาตลอดก็ตาม

Sunday, May 19, 2013

"เหตุผล" กับ "อารมณ์"

คำคนแปล จากหนังสือปีกปริศนา จิระนันท์ พิตรปรีชา
(The Soul Bird by Michal Snunit)

Credit: Dr. Matana Kettratad

ในภาษาส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ 
คำว่า "เหตุผล" กับ "อารมณ์" มักถูกจัดแยกเป็นขั้วตรงข้ามที่ไม่มีอะไรร่วมกันเลย
... "อารมณ์"...[มัก]ถูกมองเป็นด้านที่ด้อยกว่า และอ่อนแอกว่า "เหตุผล"เสมอ
ทั้งๆที่อารมณ์หลายอย่างเป็นเรื่องสร้างสรรค์และทำให้คนเรารู้จักสะเทือนใจ หัวเราะ ร้องไห้ ได้อย่างที่ควรจะเป็น
...การกักกันตนเองในกรอบความคิดแบบนี้จนเคยชิน ทำให้เราเชื่อใน "เหตุผล" ของตนอย่างไร้เหตุผลเสียงเอง
จริงๆแล้ว นั้นก็เป็นเพียงอารมณ์หลุ่มหลงไปอีกแบบเท่านั้น
กรอบความคิดนี้ทำให้เราไม่กล้ายอมรับว่า

อารมณ์ไม่ใช่คู่แฝดจอมปวกเปียกขี้อิจฉาของเหตุผลผู้สูงส่งและแสนดี
แต่ทั้งสองอยู่ในตัวเราพร้อมกัน และเป็นคนเดียวกัน
ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตัวเราเอง

ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง และไม่รู้จักจัดสมดุลให้สิ่งที่รวมอยู่ในตัวเราโดยเริ่มจากข้อเท็จจริง
เราก็จะรู้สึก อึดอัด สับสน และบางครั้งก็รู้สึกผิดโดยไม่จำเป็น 

หลายต่อหลายครั้งที่เราต้องพูดออกมาว่า "ฉันเห็นด้วย ฉันเข้าใจ แต่ฉันทำไม่ได้"
นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้สะสางความคิดเกี่ยวกับตนเองให้กระจ่างแจ้ง
และคำว่า "เห็นด้วย" หรือ "เข้าใจ" ที่กล่าวออกไปราวกับรู้เหตุรู้ผล รู้ผิดชอบดีชั่ว ทุกประการ
ก็มาจากภาวะอารมณ์ "เกรงใจ" อันคลุมเครือเท่านั้น

แต่ถ้าตัดความเกรงใจหรือเกรงกลัวออกไป
อย่างน้อยคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังมีสิทธิที่จะสะสางตัวเอง แล้วพูดเสียงดังว่า 
"ฉันไม่รู้ ไม่เข้าใจ ฉันจึงทำไม่ได้" หรือ "ฉันรู้ ฉันเข้าใจ ฉันจึงต้องทำ"
ไม่ว่ามันจะหมายถึงการทำสิ่งที่ดีงามหรือสิ่งตรงกันข้าม
ในขณะที่เด็กๆต้องยอมรับการชี้นำและอำนาจของผู้ใหญ่
โดยไม่อาจเรียกร้องหรือพิทักษ์สิทธิในการเข้าใจและตัดสินใจด้วยตนเอง....
เมื่อเด็ก..โตขึ้น เราสอนพวกเขาให้ปรับอารมณ์ให้เข้ากับเหตุผลที่เรายึดถือกันอยู่ 
และเริ่มใช้มาตรฐานแห่งความผิดชอบชั่วดีมาจำแนกตัดสินและลงโทษพวกเขา
แต่น่าเสียดายที่กรอบความคิดเดิม ทำให้เรามองไม่ออกว่า
การทำความเข้าใจกับกลไลการทำงาน
ของจิตใจเบื้องลึกน่าจะเป็นเรื่องสำคัญก่อนอื่น

ถ้าหากเราใช้เหตุผลของเราไปกดข่มอารมณ์ของเด็กๆเพียงเพราะเราคิดว่า
ในเมื่ออย่างหนึ่งถูก อีกอย่างหนึ่งก็ต้องผิด
และเด็กๆ "ต้องรู้ ต้องเข้าใจ ต้องทำ" ตามที่เราเห็นว่าถูกต้องสมควรทุกประการ
ในที่สุดก็อาจกลายเป็นการทำร้าย หรือกระทั่งทำลายในนามของความรักและความหวังดี

...

--------------------------------------------------------
สรุปคือ 
1. หลายๆครั้งเรานึกว่าเราเข้าใจแต่จริงๆเราไม่เข้าใจทั้งสถานการณ์และการทำงานของจิตใจเราเอง
เราเพียงแต่จำได้ว่า สังคมบอกเราว่า แบบนี้ควรหรือไม่ควร ถูกหรือผิด
2. ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ สิ่งที่ควรฝึกคือมองเข้ามาข้างในให้เข้าใจอารมณ์ตัวเองก่อน 
(ก่อนที่จะด่วนกดอารมณ์นั้นไว้)
ให้จัดสมดุลอารมณ์กับเหตุผล โดยเฉพาะการมองให้เห็น ความกลัว ความเกรงในใจตัวเองก่อน
ก่อนที่จะจำเป็น pattern ว่าแบบนี้สังคมบอกว่าผิดหรือถูก 
3. เมื่อมองเห็นจนเกิดปัญญาแล้วก็จะเข้าใจจริงๆ คราวนี้ก็จะไม่มีความขัดแย้งภายใน
เมื่อสะสางได้จริงจะมีปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ต่างๆแค่ 2 ทางคือ
"ฉันไม่รู้ ไม่เข้าใจ ฉันจึงทำไม่ได้" หรือ "ฉันรู้ ฉันเข้าใจ ฉันจึงต้องทำ

ข้อ 3 นี้ น่าสนใจจริงๆ 
"ฉันรู้ ฉันเข้าใจแต่ทำไม่ได้" เป็นคำพูดติดปากใครหลายคน....
หรือที่แท้เรายังไม่ได้เข้าใจอะไรเลย?